เคล็ดลับผมนุ่มสวย

เส้นผมที่นุ่มสวย น่าสัมผัส คือเสน่ห์ของผู้หญิงที่สาวๆหลายคนปรารถนา แต่ก้ใช่ว่าหญิงสาวทุกคนจะมีเส้นผมที่นุ่มสวยอย่างที่ตั้งใจ ถมยังเจอกับสภาพปัญหาผมแห้งเสียมาคอยกวนใจอยู่เสมอ โทมัส ทอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเส้นผมจากซัลซิล ได้ยืนยันว่า ผู้หญิงทุกคนมีผมส่วนที่อ่อนแอและแห้งเสีย เพราะเส้นผมของเราโดนทำร้ายทุกวันจากแสงแดด มลภาวะ และความร้อนจากไดรเป่าผม อีกทั้งเคมีจากการยืด ดัด ทำสี การดูแลเส้นผมจึงต้องมีเคล็ดลับ
1. ล้างเส้นผมเป็นเวลา 15 นาที ก่อนการใส่แชมพูเป็นประจำทุกครั้งก่อนสระผม เพื่อเป็นการล้างสิ่งสกปรกที่ติดอยู่บนเส้นผม จากนั้นจึงใช้แชมพูเพื่อทำความสะอาดเส้นผม
2. หลังจากสระผมจนสะอาดดีแล้ว ให้บีบครีมนวดผมลงบนฝ่ามือ ถูให้ทั่วฝ่ามือแล้วจึงชโลมลงบนเส้นผม โดยเน้นที่กลางศรีษะ ค่อยๆ นวดเบาๆ ไปจรดที่บริเวณปลายเส้นผม เพื่อเป้นการผ่อนคลายและช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด พร้อมกับนวดซ้ำๆ ที่ปลายผมเพื่อเป็นการบำรุงให้ผมนุ่มสวย

สำหรับเทคนิคการนวดเพื่อผมนุ่มสวย
เมื่อชโลมครีมนวดผมเสร็จแล้ว ให้สาวๆ ยกมือขึ้นมา โดยให้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองอยู่ที่ท้ายทอย และใช้นิ้วมือทั้ง 4 ทั้งซ้ายและขวา ค่อยๆ กดจุดเบาๆ ให้ทั่วศรีษะ จากนั้นใช้ปลายนิ้วทั้ง 5 นวดวนเป็นวงกลมให้ทั่วศรีษะเพื่อกระตุ้นการทำงานของเซลล์รากผม และกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ให้สารอาหารได้มาหล่อเลี้ยงเส้นผมได้สะดวกยิ่งขึ้น ต่อด้วยใช้นิ้วหัวแม่มือนวดเป็นวงกลมจากท้ายทอยขึ้นมาหลังใบหู และนวดเป็นวงกลมขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงขมับเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างวัน ปิดท้ายด้วยการผ่อนคลายทั่วศรีษะ โดยใช้ปลายนิ้วทั้ง 4 ลากจากหน้าผากจรดท้ายทอย โดยลากเส้นตามการทิ้งตัวของเส้นผม ถือเป็นการกระตุ้นรากผมจากบนลงล่างตามทิศทางผม กระตุ้นการเติบโตของเส้นผม จากนั้นล้างครีมนวดผมออกให้สะอาด ใช้ผ้าขนหนูผืนนุ่ม ซับผมให้แห้ง (ไม่ควรเช็ดถูแรง เพราะผมเปียกเปราะบางมาก)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสาร M2F ฉบับวันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2557

วิบากกรรมเเห่งความรัก 21 อย่าง

1.เจ็บปวดทรมานใจจากการรักเขาข้างเดียว

สาเหตุของกรรมมาจาก ในอดีตชาติ เคยเเอบเคียดเเค้นพยาบาท หรือลบหลู่ผู้ที่เราเเอบรัก ในชาตินี้จากกรรมื่เราทำร้ายคนผู้นั้นทางใจ โดยที่ผู้นั้นไม่รู้เรื่องอะไรเลย ชาตินี้จึงส่งผลทำให้เราเจ็บปวดทรมานใจข้างเดียวโดยคนผู้นั้นก็ยังคงไม่รู้เรื่อง ไม่รับรู้อะไรเลย งชาติที่เเล้วและชาตินี้

วิธีลดกรรม หรือเเก้กรรม
กรรมชนิดนี้แก้ไม่ยาก หากรู้ตัวว่าเป็นผลจากกรรมที่เราเคยคิดไม่ดีต่อเขา ให้เราทำใจเสียว่าความรักที่เรามีให้เขาเป็นเพียงกรรมเก่า หลังจากนั้น ให้ตั้งจิตอธิษฐานขออภัยขออโหสิกรรมจากเขาเสีย แล้วหมั่นทำบุญอธิษฐานจิต และเเผ่ส่วนบุญกุศลให้เขา เมื่อเราเจอเขาก็ทำตัวปกติเสีย กรรมชนิดนี้เกิดขึ้นจากใจเราเเละก็พยายามทำให้จบลงที่ใจเราเสีย

2.ขาดเสน่ห์ ไม่มีคนสนใจหรือมารัก

สาเหตุของกรรมมาจาก ในอดีตชาติ หรืออาจเป็นกรรมที่ทำในชาติปัจจุบัน คือ ไม่เคยชอบผู้ใด เจอใครก็คิดในเเง่อคติไปหมด ชอบคิดร้ายต่อผู้อื่นและมีนิสัยไม่เป็นมิตร พูดจาให้ร้ายผู้อื่น

วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม
หากชาติปัจจุบันไม่มีนิสัยดังกล่าว แสดงว่าเป็นกรรมในอดีตชาติ ทีทำให้ไม่มีใครรักใครชอบ เวลานึกจะรักผู้ใดก็ไม่มีใครรักตอบ ให้หมั่นทำบุญไหว้พระทุกวัน เพื่อทำให้จิตใจผ่องใส ไม่คิดร้ายต่อผู้ใด ให้ถวายทาน เช่น ใส่บาตร หรือถวายสิ่งของต่อพระสงฆ์เท่าที่จะทำได้ แต่ให้เน้นอธิษฐานจิตเเผ่เมตตา แผ่ความหวังดีต่อผู้อื่น และให้พยายามทำดีและเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่น เช่น คิดดี พูดดี ทำดี อย่าไปนึกถึงผู้อื่นในเเง่ร้าย เเต่หากเจอคนเลวนิสัยไม่ดีจริง ก็ให้พยายามหลีกห่างเสีย เพื่อเป็นการระงับกรรมเวรที่จะเกิดขึ้น

วิบากกรรมแห่งความรัก

วิบากกรรมแห่งความรัก

3.สูญเสียคนที่เรารัก(เเบบจากกันตลอดไปเพราะเขาเสียชีวิต)

สาเหตุของกรรมมาจาก ในอดีตชาติ คนที่เรารักได้ทำกรรมหนัก ในการตัดชีวิตผู้อื่น อาจเป็นการฆ่าคน หรือสัตว์ประเภทต่างๆ อาจเป็นบาปที่เกิดจากการฆ่าคนหรือสัตว์ที่รักกันให้เเยกจากกัน ส่วนเรานั้นอาจเป็นผู้สมคบร่วมคิด เราอาจไม่ได้เป็นผู้ลงมือฆ่าชีวิตคนหรือสัตว์นั้นๆ เเต่คนที่เรารักอาจเป็นผู้ลงมือกระทำ ซึ่งเราเป็นผู้รู้เห็นเป็นใจด้วยในทุกขั้นตอน ดังนั้น เมื่อคนที่เรารักได้ตายไปในชาตินี้ เราจึงต้องรับกรรมโดยโศกเศร้า ทนทุกข์ทรมานเพราะการจากไปของคนที่เรารักมาก

วิธีลดกรรม หรือเเก้กรรม 
ต้องทำบุญโดยการไถ่ชีวิตสัตว์ต่างๆ ให้ปล่อยสัตว์ที่กำลังจะโดนนำไปฆ่า เช่น ปลา ไก่ หมู วัว กระบือ ฯลฯ
วิธีการที่ดีที่สุด ในการไถ่ชีวิตสัตว์ คือ ไปตลาดที่กำลังมีการค้าสัตว์เพื่อนำไปฆ่าและปรุงอาหาร ให้ซื้อสัตว์เหล่านั้น เอาไปปล่อยในสถานที่ที่เหมาะสม เพื่อให้เขามีชีวิตตามธรรมชาติต่อไป
หรืองดกินเนื้อสัตว์ หรือกินเจ โดยอาจกำหนดระยะเวลา ต้งเเต่ 3 เดือนไปจนถึงตลอดชีวิต หากทำได้ยาก อาจเริ่มจากการกินสัตว์เล็ก เช่น กุ้ง หอย ปลาเล็ก ไข่ ฯลฯ โดยไม่กินสัตว์ใหญ่ เช่น ไก่ หมู วัว กระบือ ฯลฯ ซึ่งจะเป็นการลดการเข่นฆ่าสัตว์ที่ต้องเสียชีวิตเพราะนำมาเป็นอาหารของเราได้อย่างมากมาย และเราสามารถอธิษฐานจิตเเผ่เมตตาให่เเก่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั้งคนที่เรารัก ผู้ที่ได้จากไป รวมทั้งเจ้ากรรมนายเวรของเราทั้งหมดหลังจากได้ทำบุญทุกชนิด เช่น ใส่บาตร บริจาคทานต่างๆ ฯลฯ

4.อาภัพคู่ ไร้คู่ครอง

สาเหตุของกรรมมาจาก ในอดีตชาติ เคยผิดลูกผิดเมียเขาในอดีตชาติ หรือทำให้ผู้อื่นไร้คู่ครอง โดยอาจไปแย่งคนรักของผู้อื่นมาโดยไม่ถูกต้องชอบธรรม อาจเคยเป็นเมียน้อย เมียเก็บ จนทำให้ครอบครัวของผู้อื่นต้องทุกข์ระทม

วิธีลดกรรม หรือเเก้กรรม
ให้ถือศีล8 ให้มีความบริสุทธิ์ งดกิจกรรมทางกาม หรือบวชพระ บวชชีพราหมณ์ บวชชี หรือร่วมทำบุญเป็นเจ้าภาพงานเเต่งงานให้คู่รักมีความสมหวังในรัก และเวลาถวายทานสิ่งใดก็ตาม ก็ให้เน้นถวายเป็นคู่ เช่น เทียนคู่ เชิงเทียนคู่ หมอนคู่ เเจกันคู่ ผ้าไตรคู่ เครื่องไทยทานคู่ เป็นต้น

5.ได้คู่ครองที่เลวร้าย

สาเหตุของกรรม มาจาก ในอดีตชาติ เคยทุบตี หรือทำร้ายกันมาก่อน อาจเคยสมคบทำเรื่องเลวร้ายมาด้วยกัน และในกรณีของเวรกรรมที่เป็นควมแค้นต่อกัน อาจเคยข่มขืนเขาหรือฆ่าเขา หรืออีกกรณีอาจเคยมีเรื่องบาดหมาง ทำให้เขาผูกใจพยาบาทโดยที่เราไม่รู้ตัวก็เป็นได้ คู่ครองชนิดนี้ เเรกๆอาจจะดี หรืออาจส่อเเวร้ายตั้งเเต่แรกเลยก็เป็นได้ แต่ยังไงๆ ก็จะทำร้ายหรือทำให้เราเป็นทุกข์ เพราะไม่ใช่คู่เเท้หรือคู่บุญ แต่อาจเป็นคู่เเค้น หรืออาจเป็นคตู่กรรม

วิธีลดกรรม หรือเเก้กรรม
หากเป็นคู่กรรม นั่นเป็นเพราะมีบาปกรรมมาก คู่ครองของเราจึงออกมาลักษณะนี้ ให้หมั่นชักชวนทำบุญร่วมกัน พยายามทำดีกับเขาให้มากๆ แผ่เมตตา และอธิฐานจิตให้เขาเจอเเต่สิ่งดีๆ มีความสุข และกลับตัวกลับใจได้ โดยหมั่นทำบ่อยๆ แต่หากเป็นคู่เเค้นเหมือนพระพุทธองค์เจอกับพระเทวทัตต์ หากรู้ตัวให้จงรีบหนีออกห่าง เพราะคู่เเค้นจะไม่เหมือนคู่กรรม คู่เเค้นจะจองเวรเอาเรื่องอย่างเดียว หากเพียงเบาบางก็ทำร้ายเราจนหมดเวรต่อกัน แต่หากหนักๆ อาจฆ่าเราถึงตายได้ เราต้องหาทางระงับไม่ให้เกิดการจองเวรต่อกันอีก พยายามวางเฉย ถืออดทน ไม่จองเวรกลับ ให้บาปกรรมยุติเสีย เช่น บวชพระ หรือบวชชี อาจเป็นชีพราหมณ์ก็ได้ และต้องหมั่นทำบุญไถ่ชีวิตสัตว์ชนิดต่างๆ หรือถือศีลกินเจก็ได้ หากเคยถูกทำร้ายมาก่อน ให้แผ่เมตตาอโหสิกรรมเสีย

6.ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไร้คู่ ไร้คนเหลียวเเลจริงๆ 

สาเหตุของกรรมมาจาก ในอดีตชาติ เคยจับสัตว์ขัง จับคนมากักขัง หรือยุยงทำให้ผู้อื่นเกลียดชังกัน แตกแยกกัน โกงผู้อื่นทำให้เขาหมดที่พึ่ง กลายเป็นคนอนาถาไม่มีที่ไป

วิธีลดกรรมหรือแก้กรรม
ทำบุญปล่อยให้สัตว์ต่างๆ เป็นอิสระ หรือให้ชีวิตใหม่เเก่สัตว์ ทำบุญทำทานเเก่เด็กอนาถา สัตว์อนาถา และผู้ที่ไร้คนเหลียวเเล การบริจาคเงินเพื่อสัตว์ เด็ก คน ผู้หิวโหยและถูกทอดทิ้งขว้าง จะช่วยเติมไฟให้เเก่จิตใจของบรรดาผู้ยากไร้ และทำให้เรามีความสุขใจและอบอุ่นใจในปัจจุบันด้วย

บุญชนิดนี้ อาจทำให้ผู้หมั่นสร้างมีคู่ในปัจจุบันชาติได้ ขึ้นอยู่กับกำลังบาปบุญจากชาติที่ผ่านมาและปัจจุบัน หากกำลังบุญมีมากกว่าบาป ผู้หมั่นทำย่อมได้คู่สมใจอย่างเเน่นอน

7.รูปร่างหน้าตาไม่งดงาม ทำให้ไม่มีผู้ใดมาชอบ มารัก

สาเหตุของกรรม มาจาก ในอดีตชาติ ไม่เคยถวายดอกไม้ของหอม หรือของงดงามให้แก่ทางศาสนาและผู้ที่ควรถวาย เช่น ผู้มีพระคุณ ผู้อุปการะ พระสงฆ์ นักบวช เพื่อนฯลฯ หรือไม่รักษาความสะอาด ชอบความสกปรกรกรุงรัง ทำให้ชีวิตปราศจากสิ่งสวยงาม ชอบอยู่กับความอัปลักษณ์และความสกปรก

วิธีลดกกรรมหรือเเก้กรรม
การเเก้กรรมในยุคปัจจุบันมี2 วิธี 1.ใช้หลักทางวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วย เช่น ออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร ใส่ใจเรืองสุขภาพ จะช่วยได้ หรือทำศัลยกรรมใบหน้า ซึ่งหากทำศัลยกรรมได้ถูกต้องตามกระบวนการเเพทย์ก็ไม่น่ากลัว เเต่หากมีบาปกรรมมาหนุน อาจทำให้ศัลยกรรมผิดพลาดและเป็นอันตรายต่อร่างกายได้
2. วิธีสร้างบุญ เเต่จะเป็นไปตามกฎเเห่งกรรม ที่ว่ากรรมตามเวลา คือ บุญชาตินี้จะไปเปลี่ยนกรรมทำให้เกิด(ชนกกรรม)ในชาติหน้า เพราะชาตินี้ใบหน้าถูกกรรมทำให้เกิดหลอมจนคงรูปแล้วเปลี่ยนไม่ได้ ยกเว้นใวธีเเรก(ศัลยฏรรม) ซึ่งเป็นการผิดธรรมชาติ

ผู้ทำต้องสามารถรับกรรม ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีจากการเปลี่ยนหน้าตนเองโดยวิธีทางวิทยาศาสตร์ให้ได้ หากไม่ต้องการศัลยกรรม ให้ใช้วิธีลดกรรมและสร้างบุญใหม่เพื่อชาติหน้าด้วย เช่น ถวายพวงมาลัยดอกไม้สด ดอกไม้หอม ของสวยงาม และมีประโยชน์ให้แก่ศาสนา หรือเวลาจะเอาของใคร ก็เอาของดีๆ สวยงามให้เขา และทำบุญบริจาคเลือด ดวงตา หรือ อวัยวะร่างกายให้เเก่โรงพยาบาล

8.ได้คู่ครองเป็นคนมีเจ้าของอยู่เเล้ว หรือเป็นเมียน้อย เป็นเมียเก็บ

สาเหตุของกรรมมาจาก ทั้งในอดีตและปัจจุบันชาติ ต้องเคยทำผิดศีลข้อ3 นั่นเอง คือ ชอบเสพกามกับผู้มีเจ้าของอยู่เเล้ว หรือประพฤติผิดทางกรรม เช่น มีความสัมพันธ์ชู้สาวกับลูก เมีย หรือ สามีของผู้อื่น โดยที่ทำให้ครอบครัวของเขาต้องมีความร้าวราน เจ็บปวด หรือแตกแยก ไม่เช่นนั้นทางเราก็ต้องมีเจ้าของอยู่เเล้ว เล้วเราทำผิดต่อคู่รักตนเอง หรืออาจเคยข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยเขาไม่ยินยอม หรือในอดีตชาติ เคยอธิฐานจิตร่วมกันมาว่ากี่ชาติก็ขอให้ได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน
ซึ่งถ้าคู่ที่เราอธิฐานร่วมไว้นั้น มีกรรมร่วมกับผู้อื่นมากกว่าหรือก่อนที่เราจะเข้าไปในชีวิตเขา เราเข้าไปภายหลัง ย่อมกลายเป็นเมียน้อย เป็นเมียเก็บ หรือได้คู่ครองเป็นคนมีเจ้าของอยู่เเล้ว

วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม
คือ หากมีสติก็สามารถหยุดบาปปัจจุบันไว้ได้ พยายามหนีห่างออกมาจากสภาพท่เป็นอยู่เสีย ส่วนวิธีสร้างบุญคือ ร่วมเป็นเจ้าภาพช่วยเหลืองานเเต่งงาน หรือถวายทานคู่ เช่น ถวายธงคู่ ธูปคู่ เชิงเทียนคู่ หมอนคู่ เครื่องไทยทานคู่ ฯลฯ และทุกครั้งท่ทำบุญควรอุทิศผลบุญ แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรที่เคยมีบาปกรรมต่อกันและขออโหสิกรรมเสีย การทำบุญทุกชนิดและการอธิษฐานจิต ขอให้เขาไปดีมีความสุข และขอให้ตัดขาดจากกันไปเลย จะช่วยบรรเทากรรมตรงนี้ได้
ส่วนวิธีแก้กรรมที่ดีที่สุด คือ การถือเพศพรหมจรรย์ เช่น ถือศีล8 และบวชชี หรือชีพราหมณ์ หากเป็นผู้ชายก็สามารบวชพระได้ อาจกำหนดเวลาที่ถือศีลและบวช ไว้ที่ 8 วัน 20 วัน 2 เดือน หรือเเล้วเเต่สะดวก

9.จิตใจ ไม่สงบ มักฟุ้งซ่าน ร้อนรน เป็นทุกข์เพราะความรัก

สาเหตุของกรรมมาจาก บาปทางใจ เช่น เคยริษยาผู้อื่น แค้นเคือง ผูกพยาบาท โกรธ โมโห ลบหลู่เขา ฯลฯ โดยที่เขาไม่ได้รับรู้เรื่องด้วยเลย กรรมชนิดนี้ คล้ายกรรมที่รักเขาข้างเดียวเเล้วเป็นทุกข์ แต่กรรมชนิดนี้ จะมีเหตุมาจากกรรมทางใจชนิดอื่นด้วย และเจ้ากรรมนายเวรของเราอาจมีหลายคน อาจมีทั้งที่เสียชีวิตแล้วและยังมีชีวิตอยู่ บาปจากกรรมนี้จะทำให้ใจสับสนคล้ายไร้จุดยืน ไม่มีสมาธิ มักกังวลเรื่อยเปื่อย

วิธีลดกรรมหรือแก้กรรม
ควรทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน หรือทานทุกชนิด อาจมีการไถ่ชีวิตสัตว์ทุกชนิด และให้เน้นนั่งสมาธิ สวดมนต์ (อาจสวดคาถาชินบัญชร และแผ่เมตตา อธิษฐานจิต ตัดความทุกข์ทางใจของเราเอง

อาจอธิษฐานจิตแผ่เมตตา ให้ผู้มีเรื่องกับเราอยู่ดีมีสุข ไม่มารบกวนเราทางใจอีก และให้เน้นการปล่อยวางทางใจ สามารนั่งสมาธิ ได้ทั้งเเนวสมถะและวิปัสสนา ควรหาคู่มือสมถะเเละวิปัสสนาเล่มเล็กมาใช้เพื่อการระงับใจที่ถูกต้อง

10.โง่เขลาเพราะความรัก และถูกคนที่เรารักหลอกลวงอยู่รำไป

สาเหตุของกรรมมาจาก ในอดีตชาติ เคยดูถูกความรักและคนที่เขารักเรา และอาจดูถูกผู้ที่เขาเป็นคนดี ผู้ที่หมั่นหาความรู้และประกอบเเต่กรรมดี หรืออาจเคยหลอกคนที่เขารักเรา หรือชักชวนคนที่หลอกเราในชาตินี้ ให้ไปกระทำผิดด้านความรัก ด้านชู้สาว โดยอาจทำให้คู่กรณีที่กล่าวมามีความเจ็บปวด ทรมานทั้งกายและใจ ส่วนตัวเรานั้น ก็ไม่ขยัน หมั่นเพียรศึกษาหาความรู้ที่ดีงาม แต่กลับหมกหมุ่นในเรื่องชู้สาว เรื่องความรักที่มีเเต่โทษ

วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม
ให้ทำบุญ ถือศีล 5 หรือ 8 และทำทาน โดยเน้นทำบุญด้านหนังสือธรรมะ หรือพิมพ์บทสวดมนต์เเจก หากอยู่ในช่วงโดนหลอกอย่างหนัก อาจ ถวายเทียน หลอดไฟฟ้า น้ำดื่ม ถังบรรจุน้ำ เครื่องกรองน้ำ ให้เเก่วัด เพราะเป็นสัญลักษณ์เเห่งเเสงสว่างและความไหลรื่น จะได่เกิดความสบายใจ และเกิดผลในเเง่บวกต่อใจในขณะนั้น นอกจากนี้ ยังสมารถบำรุงปัญญาโดยการสวดมนต์และทำสมาธิทุกวัน แล้วอธิษฐานจิตขอให้วิบากรรมของเราหมดไป อธิษฐานขอโทษ ขออโหสิกรรม และแผ่เมตตาให้คนที่หลอกเรา และขอให้เขามีความสุข โดยอธิษฐานขอให้เขาอย่าได้หลอกลวงเราอีกเลย เป็นการตัดบาปกรรมที่มีต่อกันให้สิ้นเสีย

11.มีคนรักก็จริง แต่กลายเป็นคนรับใช้ ของคนรักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สาเหตุของกรรมมาจาก
การที่ทั้งคู่เป็นคู่กรรมร่วมกันมาตั้งเเต่อดีตชาติ มีความรักร่วมกันมาและมีใจมุ่งมั่นจะเป็นคู่ครองกัน หรืออาจอธิษฐานจิตเป็นคู่กันในชาติต่อๆมา แต่มีบาปร่วมกัน เช่น เคยใช้คนรักของตนเหมือนทาส เคยเนรคุณทรยศคนรักของตน หรืออาจเคยติดหนี้บุญคุณคนรักหลายอย่าง แต่บาปตรงนี้อาจไม่หนักมาก จึงยังคงรักกันอยู่ แต่ต้องคอยรับใช้เขาเหมือนเช่นเราเคยใช้งานเขาในอดีตชาติ

วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม
พยายามทำบุญต่อทั้งเขาและผู้รอบข้าง เช่นครอบครัว ญาติพี่น้อง และผู้ใกล้ชิด อย่างจริงใจและในจำนวนครั้งที่มากครั้ง เพื่อบุญจะได้ผลักดันบาปเก่าให้เคลื่อนห่างออกไป และส่วนที่ชดใช้กรรมหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องมีความอดทนหากเรายังรักคนรัก ของเราอยู่ ให้ถือเสียว่า ตั้งใจชดใช้บาปกรรมของเราและตั้งใจสร้างบุญใหม่ขึ้นมาแทรกเเซง อาจใช้วิธีทางจิตวิทยา เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยทำให้คนรักเราเห็ว่า เรารักเขาจริง หากรักกันจริง ก็ต้องเข้าใจเราบ้าง และให้พาเขาไปทำบุญร่วมกันบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการมีบาปร่วมกัน
เช่น ร่วมกันตอบเเทนคุณของพ่อเเม่ทั้งสองฝ่าย ร่วมกันสร้างพระพุทธรูป รวมทั้งไถ่ชีวิตสัตว์ประเภทต่างๆ ร่วมกัน และในการทำบุญแต่ละครั้งให้หมั่นแผ่เมตตา ให้เขาและอธิษฐานจิตให้เขาเลิกทำร้ายเราทางใจ หรือเห็นเราเป็นคนรับใช้เสียที เมื่อบาปตรงนี้เจือจาง ท่าทีของเขาจะเปลี่ยนไป และเราก็สมารถปรับเปลี่ยนท่าที ไม่ต้องเป็นทาสรับใช้เขาอีกต่อไป แต่เน้นเดินร่วมกันบนทางเดินเเห่งชีวิตคู่

12.โดนคนรักเอาเปรียบ

สาเหตุของกรรมมาจาก เคยเบียดเบียนเงินหรือสิ่งของของผู้อื่น เช่น พ่อเเม่ ญาติพี่น้อง โดยเฉพาะคนที่เป็นคู่เวรคู่กรรมกับเราไว้ในอดีตชาติ เคยโกง ผู้มีพระคุณหรือคู่เวรคู่กรรมในอดีตชาติ กรรมชนิดนี้ รวมถึงการขโมยเงิน หรือทรัพย์สินต่างๆ ของครอบครัว และของคู่เวรคู่กรรม ของเรามาใช้

วิธีลดกรรมหรือแก้กรรม
ให้ลดกรรมด้วยการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และการให้ทานทุกประเภท อย่ายึดติดในสิ่งของที่ต้องใช้ร่วมกัน และให้ถือเสียว่า การที่เราเผื่อเเผ่ในสิ่งที่เราไม่ได้ใช้หรือไม่มีประโยชน์ต่อเรามากนัก ก็นับว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ซึ่งเราควรยินดีด้วย และหลังจากการให้ทานเเล้ว ให้อธิษฐานจิตขออโหสิกรรมเจ้ากรรมนายเวร หรือคนรักของเราเสีย อย่าให้มีเวรกรรมต่อกัน และจงอย่าคิดแค้น หรือเอาคืนจากคนรักที่กำลังเอาเปรียบเราอยู่ เพราะจะเป็นเวรกรรมต่อกันไม่จบสิ้น

13.เป็นทุกข์เพระคนรักเจ้าชู้

สาเหตุของกรรมมาจาก ในอดีตชาติ หรือเเม้เเต่ชาติปัจจุบันเป็นคนเจ้าชู้ ไม่รักใครมั่นคง ชอบหลอกผู้อื่นให้อกหักและเศร้าโศก อาจมีพฤติกรรมนอกใจคู่รักเข้ามาเกี่ยวข้อง

วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม
ให้ลดบาปกรรมที่ตัวเรา โดยเริ่มประพฤติดีปฎิบัติดีทั้งความคิด กาย วาจา ใจ หากตนเองมีพฤติกรรมเป็นคนหลายใจ ก็ให้เลิกเสีย เพราะจะเป็นบาปส่งให้คนรักเรานอกใจเราอยู่ร่ำไป หากคนรักเป็นคนเจ้ชู้มาก ให้ปรับพฤติกรรมของเราเสีย การราวีและจับผิด หรือทะเลาะเบาะเเว้ง เพราะเรื่องนี้จะเป็นการสร้างเวรกรรมใหม่เพิ่ม นอกจากจะระงับกรรมปัจจุบันไม่ได้แล้ว ยังทำให้เรื่องราวลุกลามใหญ่โตอีกด้วย พยายามทำบุญให้จิตใจผ่องใส ให้ทำบุญและอธิษฐานจิตบ่อยๆ ให้หมดเวรหมดกรรมตรงนี้เสีย จะได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีงามต่อชีวิต ส่วนการทำบุญเกี่ยวกับความรัก เช่น ถวายทานเป็นคู่ ร่วมทำบุญงานแต่งงาน ทำสิ่งดีๆ ให้คนอื่นได้สมรักสมหวังกัน ฯลฯ จะช่วยส่งเสริมให้ความรักของเราได้สมหวัง

14.กรรมที่ต้องมีคู่รักมาก

สาเหตุของกรรมาจาก การที่เราได้มีจิตผูกพันรักใคร่ หรือร่วมอธิษฐานจิต ร่วมเป็นคู่กับคู่รักหลายคน หรือทำบุญร่วมกันมา ซึ่งตามกฎเเห่งกรรมของความรักนั้น ชายหญิงจะมีคู่เรียงกันมา ราวๆ 5 คน เพราะจริงๆ แล้วคนที่เคยอยู่ร่วมกันมา มีนับชาติและนับคนไม่ถ้วน แต่คนที่จะอยู่ร่วมกันด้วยจะมีเพียงคนเดียว เพราะเป็นเนื้อคู่แท้ที่อยู่ร่วมกันมาและตั้งจิตจะอยู่คู่กันมามากชาติที่สุด ซึ่งเนื้อคู่ที่เคยอยู่ร่วมกันมาในอดีตชาติ ไม่จำเป็นต้องมาปรากฏอยู่ร่วมกับเราทั้ง5 คนก็ได้

แต่กรณีที่มีคู่รักมาก จนทำให้เกิดความเจ็บปวดทั้งสองฝ่ายเพราะความพลั้งเผลอในบุญและกรรมที่เผลอทำร่วมกันมา ตัวอย่าง เช่น เคยถวายทานเเก่พระร่วมกัน ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักกันมาก่อน โดยในขณะที่ถวายนั้น เผลอมีจิตชอบหลงใหลชอบกันชั่วเเวบขณะหนึ่ง ทั้งบุญและบาปตรงนั้นจะเป็นกรรมแทรกเนื้อคู่อันเเท้จริงที่มีเเต่เดิม มาจนกลายเป็นปัญหารักสามเส้า หรือหลายๆเส้าก็เป็นได้

วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม
อาจใช้วิธีปัจจุบันทันด่วน จะได้แก้ปัญหาทันท่วงที นั่นคือ ให้เจรจากับคู่รักของเราทั้งหมด ให้เข้าใจว่า แผนการในอนาคตควรเป็นเช่นไร เพราะอย่างไรก็ตามสังคมและวัฒนธรรมไทยยังรับไม่ได้กับการมีคู่รักพร้อมกันหลายๆคน ทั้งฝ่ายชายมีภรรยาหลายคน หรือฝ่ายหญิงมีสามีหลายคน เพราะจะเกิดปัญหาหลายอย่างในอนาคต ทั้งปัญหากฎหมายและปัญหาครอบครัว และจะทำให้ทุกคนที่เกื่ยวข้องเจ็บปวด ทรมาน และมีความทุกข์ใจอย่างมากมาย

ส่วนวิธีลดกรรม ต้องสำรวม กาย วาจา ใจ พยายามลดความกำหนัดทางกายให้ได้มากที่สุดที่ทำได้ อาจเริ่มศึกษาธรรมะให้มากขึ้นฝึกสมถะเเนวอสุภะ และวิปัสสนากรรมฐาน และถือศีล5 หรือศีล 8

ทุกครั้งเมื่อทำบุญใดๆ ก็ตาม ก็ให้อธิษฐานตัดคู่รักที่ไม่ใช่คู่เเท้ที่ต้องอยู่ด้วยกันตลอดไปออกเสีย ให้เหลือ เเต่คู่ จริงๆ ที่ต้องอยู่ด้วยกันตลอดไป
หากมีคนเดินเข้ามาในชีวิตก็ต้องใช้สติพิจารณา หากพิจารณา ถ้วนเเล้ว ไม่ใช่เนื้อคู่ที่เเท้จริง ก็พยายามตัดคนๆ นั้นออกจากชีวิตไปเสีย โดยอธิษฐานจิตหลังทำบุญตลอดไม่ให้ชีวิตยุ่งเหยิงจาการรักซ้อน ส่วนเวลาทำทาน ก็พยายามทำทานด้วยของเป็นคู่ ๆ ไป เอาเคล็ดไว้ก่อน

15.กรรมที่ต้องเป็นไซด์ไลน์ สาวนั่งดริ๊ง โสเภณี หรือต้องขายตัว

สาเหตุของกรรมมาจาก ในอดีตชาติ อาจเคยพรากภรรยา หรือสามีผู้อื่น หรือเป็นคนเจ้าชู้มากรัก ประพฤติผิดทางกามเป็นประจำ และหักอกให้ผู้อื่นต้องช้ำใจ ขณะเดียวกันทั้งศีลและจริยธรรมก็บกพร่องตลอดด้วย โดยเฉพาะทางเพศ ทำให้ต้องมาเกิดเป็นโสเณี หรือคนที่ต้องทำอะไรคล้ายๆ กับการขายตัวในชาติปัจจุบัน

ซึ่งเเรกๆ อาจยังไม่รู้ตัวว่าจะต้องเป็นเช่นไร ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่ทำเป็นสิ่งที่ดีงาม นั่นเป็นเพราะมีบาปกรรมบังตาไว้ ต่อมาเมื่อรู้ตัวและเกิดความทุกข์ก็ตกที่นั่งลำบากเสียแล้ว

วิธีลดกรรมหรือแก้กรรม
ในเมื่อทำไปเสียแล้ว ก็ให้มีสติ ฉุกคิด ในสิ่งที่ตนทำไว้ ให้รู้เท่าทันในการกระทำของตน ให้นำเงินจากการขายบริการทางเพศส่งให้พ่อแม่ใช้ตลอดอย่าให้ขาด เป็นการตอบแทนคุณ ส่วนเงินส่วนหนึ่ง ก็ให้แบ่งทำบุญ โดยเฉพาะกับสัตว์ที่ถูกทิ้ง เด็กกำพร้า คนตาบอด คนพิการ คนชรา ฯลฯ

สัตว์เเละคนเหล่านี้น่าสงสาร เพราะด้อยโอกาสกว่าคนทั่วไป ให้ทำบุญเช่นนี้เป็นประจำ อย่าได้ขาด ถ้าเป็นไปได้ก็ทุกเดือนจนกว่า จะพ้นกรรมตรงจุดนี้ได้ และให้ระมัดระวังการใช้เงิน อย่าใช้ฟุ่มเฟือย สนองความสวยงามของร่างกายเเต่เพียงอย่างเดียว ให้ตั้งใจระมัระวัง สำรวมกายและใจ อาจถือศีล กินเจ

ส่วนข้อที่ละไม่ได้ไม่เป็นไร ให้ตั้งใจถือศีลข้อที่ละได้อย่างเคร่งครัด เช่น ไม่พูดโกหก ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ดื่มสุรา ไม่ผิดคนรักของผู้อื่น นอกจากอาชีพท่ตนทำอยู่ หรือพยายามอย่าให้ตนเป็นสาเหตุที่ทำให้ครอบครัวผู้อื่นต้องเลิกร้างกัน ให้พยายามครองโสดตลอดไป อย่าเพิ่งมีความรักแบบหนุ่มสาวจนกว่าจะพ้นอาชีพ หรือวิบากกรรม ตรงจุดนี้แล้ว ให้อธิษฐานจิตเเผ่เมตตา ขออโหสิกรรม ขอตัดกรรมกับเจ้ากรรมนายเวร หรือคู่กรณีหลังจาการทำบุญทุกครั้ง และขออธิษฐานจิตทำความดียิ่งๆ ขึ้นไปเพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้น

16. กรรมต้องพลัดพรากจากคนรัก(คนรักยังมีชีวิตอยู่)

สาเหตุของกรรมมาจาก ในอดีตชาติ ได้ทำการพรากลูกพรากเมียผู้อื่น หรือได้วางแผนยุยง และทำให้บ้านเมืองและหมู่คณะ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่รักกันต้องพลัดพรากแตกแยกกัน บาปชนิดนี้ เกิดขึ้น เพราะทั้งเราและคนที่เรารัก อาจเป็นคนร่วมกันทำในอดีตชาติ หรืออาจจะทำฝ่ายเดียว ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งสมรู้ร่วมคิด รู้เห็นเป็นใจ ทำให้ในชาติปัจจุบัน ทั้งเราและคนที่เรารัก ต้องรับกรรม แตกแยกกัน ไม่มีทางได้กลับมารักกันได้ หรือยังรักกันแต่ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้

หากเรามีครอบครัว ครอบครัวของเราอาจแตกแยก พลัดพราก บ้านเเตกสาเเหรกขาดอย่างที่ไม่ต้องการจะให้เกิดขึ้นในชีวิต

วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม
หากต้องพลัดพรากจากครอบครัวและบ้านเมืองอันเป็นที่รัก แสดงว่าเป็นบาปกรรมหนัก อาจเป็นกรรมที่ทำให้ประเทศชาติและคนในชาติต้องเเตกแยกร้าวราน จำต้องอดทนรับกรรมที่เกิดขึ้น เพราะบาปที่เกิดขึ้นหนักมาก บุญที่ทำไม่อาจผลักดันให้บาปนั้นเคลื่อนห่างได้โดยง่าย แต่ก็ให้ทำการลดกรรมด้วยการทำบุญตลอดเวลา จะได้ไม่มีผลบาปส่งไปถึงชาติหน้า และชาตินี้ อาจมีโอกาสที่กรรมตรงนี้จะหมดไป ให้เน้นการทำบุญที่เป็นการส่งเสริมให้เกิดความปรองดองขึ้น

เช่น บริจาคเงินเข้าโครงการร่วมพัฒนาชนบท อาหารกลางวันเด็ก โครงการช่วยเหลือเด็กบ้านแตก หรือเด็กกำพร้ ฯลฯ และเงินที่ใช้บริจาคทาน ไม่ควรมาจากการโกงกินกรือโดยมิชอบ หลังจาการทำบุญทุกครั้ง ให้อธิษฐานจิตเพื่อให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรมให้ และหากรู้ว่า การกลับคืนมาของคนที่รักไม่สามารถเป็นไปได้ ก็ให้ทำบุญแผ่ส่วนบุญกุศลไปถึงคนที่เรารักบ่อยๆ เพื่อให้ชีวิตของเขามีความสุข และให้หมั่นอุทิศตัวทำบุญเพื่อสาธารณประโยชน์ให้มากครั้ง

17. ต้องเจ็บตัวหรือเจ็บใจเพราะความรักเป็นประจำ

สาเหตุของกรรมมาจาก ในอดีตชาติ อาจเคยมีเรื่องบาดหมางกับผู้คนมากมาย หรือเคยทรมานทาส ทำร้ายร่างกายผู้อื่นไว้ ทำให้ชาตินี้ ต้องมารับวิบากกรรม กรรมชนิดนี้ จะรวมการเจ็บตัว และเจ็บปวดใจเข้าด้วยกัน

วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม
ให้ตั้งจิตอุเบกขาอดทนรับกรรม ให้อธิษฐานจิตว่า ยินดีรับผิดเเล้ว ยินดีให้ลงโทษไปตามกรรมที่ได้เคยก่อขึ้นมาในอดีตชาติ และขอขมา ขออโหสิกรรม และขอให้บุญที่ทำมาดีแล้ว จงแผ่ไปสู่เจ้ากรรมนายเวรและคู่กรณี หรือคนรักที่ทำให้ต้องเจ็บตัวและเจ็บใจทุกๆท่าน ให้ท่านเหล่านั้นจงมีความสุข และเมื่อมีโอกาส ให้ทำบุญโดยการช่วยเหลือทางการเเพทย์ต่างๆ ไม่ว่าด้วยทรัพย์ หรือเเรงกาย หรือการบริจาคเลือดหรืออวัยวะ หรือทำทานเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ที่ไร้ผู้อนุเคราะห์ เพื่อตั้งจิตอธิษฐานผลบุญและแผ่เมตตาไปให้ทุกๆ คนที่เคยมีเวรกรรมต่อกัน กรรมเก่าก็จะหมดเร็ววัน

18. เกิดมาผิดเพศหรือชอบเพศเดียวกัน

สาเหตุของกรรมมาจาก

ในอดีตชาติ อาจเคยผิดลูกเมียผู้อื่น หรือยังเหลือเศษกรรมที่ต้องชดใช้กับเจ้ากรรมนายเวรที่เป็นเพศเดียวกัน หรืออาจเคยทำกรรมแย่งภรรยาผู้อื่น หรือมีศีลและจริยธรรมบกพร่องจนต้องมาเกิดเป๋นกะเทยหรือบุคคลรักร่วมเพศ หรือเป็นคู่รักเก่าร่วมบุพเพกันมา เเต่เกิดมาเป็นเพศเดียวกันเพราะบาปกรรมที่เคยก่อไว้ บางรายอาจเป็นพรหมจุติมาก่อน จึงติดเศษบุญเก่า คือ ดูไม่คล้ายชายไม่คล้ายหญิง เพราะร่างพรหมไม่มีเพศ เเต่เนื่องจากมีบาปเก่าติดมาด้วย จึงอาจมีบางช่วงชอบผู้ชายด้วยกัน เพราะเป็นเศษบาปกรรมในอดีตชาติ

วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม
ให้ตั้งอธิษฐานจิตชดใช้กรรม โดยขอให้เจ้ากรรมนายเวรลดทอนโทษด้วยการทำบุญไปให้ อาจเน้นการทำบุญ เช่น ช่วยเด็กกำพร้า ผู้ถูกทอดทิ้ง ผู้ที่ครอบครัวแตกแยก ฯลฯ

หากอยู่ในสภาวะที่การรักร่วมเพศเป็นไปไม่ได้ หรือมีทุกข์หนัก ให้อุทิศชีวิตโสดของตน เพื่อทำงานการกุศลประเภทต่างๆ จนหมดวาระกรรม ไม่ควรฝืนเเต่งงานกับผู้หญิงที่ตนไม่ได้มีจิตรักใคร่ตามเพศชายหญิง เพราะจะทำให้เกิดบาปกรรมพ่วงผูกพันกันต่อไปในชาติหน้า ควรครองตัวเป็นโสดและใช้เวลาว่างทำบุญเพื่อสาธารณประโยชน์ต่อๆไป

ในกรณีที่มีคู่รักเป็นเพศเดียวกัน ที่สามารถอยู่ครองรักใคร่และเข้าใจกันได้ ก็ให้หมั่นเชิญชวนการทำบุญอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนให้มากๆ ควรหลีกเลี่ยง การตั้งใจ หรืออธิษฐานจิตให้เกิดมาเป็นเพศเช่นนี้ต่อๆไป แต่ควรขอให้คุณงามความดีที่ทำมา ให้เกิดมาเป็นเพศตามธรรมชาติตามำลังของกรรมในชาติต่อๆไป

19.มีคู่รักแต่ กลับไม่มีลูก 

สาเหตุของกรรมมาจาก

ในอดีตชาติ เคยทำร้ายลูกของสัตว์อื่น หรือพรากลูกสัตว์มาจากพ่อแม่ของมัน อาจเคยข่มเหงรังแก หรือฆ่าลูกของคนอื่น แต่ถ้าในกรณีที่มีลูกช้า อาจยังไม่ทราบว่า เราเคยได้ฆ่าชีวิตลูกผู้อื่นหรือไม่ ในอดีตชาติ อาจเป็นเพียงบาปที่ไปพรากลูกผู้อื่นหรือกีดกันไม่ให้ลูกต้องพบกับพ่อแม่

วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม
ลดกรรมด้วยการถือศีลกินเจ 7 วัน ในทุกๆ เดือน และให้เน้นการทำบุญไถ่ชีวิตสัตว์ต่างๆ ให้ไปซื้อสัตว์ที่กำลังจะโดนฆ่าเอามาปล่อยเสีย และทำบุญบริจาคทานที่มูลนิธิช่วยเหลือสัตว์ หรือมูลนิธิเด็กอ่อน เด็กกำพร้า เด็กถูกทอดทิ้ง เป็นต้น

หากต้องการเร่งบุญให้ถือศีล8 เป็นเพศพรหมจรรย์ และกินอาหารผักเป็นนิตย์ ละเว้นการตัดชีวิตสัตว์เพื่อนำมาทำเป็นอาหารเสีย หากในปัจจุบันชาติ ไม่สามารถมีลูกสืบสกุลได้แล้ว บุญจะหนุนนำไปอีกชาติหนึ่ง หากท่านยังมีอายุไม่มาก ให้แก้กรรมโดยทำบันทึกความดีขึ้นมา

20.ชีวิตคู่ไม่ราบรื่น ทะเลาะเบาะเเว้ง กันเป็นประจำ (อาจจะร้างรากันในที่สุด)

สาเหตุของกรรมมาจาก 2 กรณี

กรณีเเรก คือ ในอดีตชาติ เคยทำบุญร่วมกันโดยไม่เต็มใจ หรือโดยไม่รู้ตัว ซึ่งในกรณีนี้ ปกติเเล้ว จะอยู่ได้ไม่นานก็ต้องร้างรากันไป แต่ทั้งคู่คงเผลอทำบุญร่วมกันในบุญใหญ่ที่มีความบริสุทธิ์มากจริงๆ จึงทำให้อยู่ร่วมกันยาวนานได้ ข้อนี้ต้องระวัง ถ้าหมดบุญแล้ว จะต้องเลิกรากันตามอำนาจแห่งกรรม

คู่ชนิดนี้ ความสัมพันธ์จะไม่ราบรื่น ทะเลาะกันบ่อยครั้งจนเลิกรากันไป โบราณเรียก เนื้อคู่ ชนิดนี้ ว่า เนื้อคู่ข้าวตอก ดอกไม้ คือ ทั้งคู่เผลอเอาดอกไม้ไปถวายพระพร้อมกันแล้วเผลอเเตะตัวกัน ทำให้บุญตรงนั้นบันดาลให้เป็นคู่รักกันตามกำลังบุญ โดยมีระยะเวลา ตั้งเเต่ 1—30 ปี ก็ยังมี หลังจานั้นก็ต้องเลิกกัน

กรณีที่สอง คือ ในอดีตชาติ ก่อนๆ เป็นคู่เเท้ร่วมกันมา แต่ขาดความปรองดองต่อกัน ไม่ชอบร่วมมือกัน ชอบทำอะไรกันคนละทาง ซึ่งอาจเป็นเพราะขาดการอธิษฐานจิต หรือชอบทำบุญต่างเวลากัน

เนื้อคู่ชนิดนี้ ปัจจุบันชาติ อาจไม่เลิกรากัน แต่หากบุญค่อยๆ ขาดจากกัน จะไม่เป็นคู่กันอีกในชาติต่อๆไป

วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม
ในทั้งสองกรณี คือ ร่วมใจกันทำบุญร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ เช่น ตักบาตร ถวายสังฆทาน ร่วมเป็นเจ้าภาพงานเเต่งงาน ร่วมกันไถ่ชีวิตสัตว์ต่างๆ ฯลฯ ให้ทำร่วมกันเป็นประจำ สม่ำเสมอ หรือทุกวันได้ยิ่งดี โดยให้ตระหนักว่า หากเรากับคู่รักเป็นกรณี เเรก เเสดงว่า เผลอทำบุญร่วมกันน้อยมาก ต้องเพิ่มบุญให้มากๆ จะได้ผลักชะตากรรมที่ต้องร้างรากันให้ห่างออกไปให้มากที่สุด และให้หมั่นสวดมนต์ ถือศีล ทำสมาธิร่วมกัน
อย่าทำบุญใดๆ หรือถือศีลคนเดียว เพราะจะทำให้เกิดช่องว่างของบุญและบาปขึ้น เช่น เราดื่มสุรา แต่แฟนถือศีล5 บุญของเเฟนเราจะยิ่งผลักคนที่ถือศีล 5 อย่างเราให้ไกลจากเขาทุก ๆ ที พยายามสำรวมกาย วาจา ใจ ให้คิดดี พูดดี ทำดี ซึ่งให้เริ่มจากเราก่อน จะได้ไม่เป็นการสร้างบาป ต่อกัน และท้ายที่สุด คือ ให้พยายาม ทำดีกับคู่รักให้มากๆ ให้คิดเสียว่าหากบุยเนื้อคู่ขาดกันวันใด เราก็จะไม่เสียใจแล้ว เพราะทำดีกับเขาที่สุดเเล้ว

21. ชีวิตคู่ไม่ประสบความสำเร็จ ในชีวิต ร่วมกันทำอะไรก็ไม่เจริญ มีเเต่ทรงกับทรุด

สาเหตุของกรรมมาจาก ทั้งคู่เป็นคู่กรรม ร่วมกันมา คือร่วมทำทั้งบุญและบาปร่วมกัน อาจเป็นคู่ ที่ไม่ควรเป็นคู่กันด้วยซ้ำ แต่บุญบาปในอดีตชาติ ทำให้หันเห มาเป็นคู่ชีวิตกัน หรือ อาจเป็นคู่เเท้ร่วมกันมาในชาติก่อนๆ แต่ร่วมกันทำบาปเล็กๆน้อยๆ หลายๆ บาปร่วมกัน บาปกรรมที่ทำจึงบันดาลให้ชีวิตคู่ ไม่ราบรื่น มีอุปสรรค ให้ฟันฝ่าจนเหนื่อยเสมอ หรือในปัจจุบันชาติ ทั้งคู่อาจร่วมกันทำบาปร่วมกันเล็กๆน้อยๆมาเรื่อยๆ โดยไม่สนใจทางบุญกุศลเลย ชีวิตคู่จึงไม่มีความเจริญเกิดขึ้น

วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม
ให้ร่วมกันทำบุญ ทำทานอย่างสม่ำเสมอ หากอุปสรรคที่พบเจอเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อยๆ หลายๆ เรื่อง แสดงว่า ทั้งคุ่ยังไม่มีบาปกรรมหนักร่วมกัน จงอย่าประมาท ให้รีบทำบุญ ทำกุศลหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อาจเป็นการออกเเรงเเทนเงินก็ได้
เช่น ร่วมกันกวาดถนน ร่วมกันกวาดลานวัดหรือเจดีย์ ร่วมกันล้างบ้าน ร่วมกันล้างห้องน้ำวัด ทำความสะอาดบ้านหรือวัด ร่วมบริจาคข้าวของให้คนยากไร้ ร่วมเป็นอาสาสมัครช่วยงานบุญที่วัด หรืองานการกุศลตามมูลนิธิต่างๆ ร่วมกันตักบาตรพระ หรือทำบุญต่างๆ ในวัดร่วมกัน ร่วมกันไถ่ชีวิตสัตว์ต่างๆ ที่กำลังจะเป็นอาหาร เป็นต้น ส่วนการทำบุญที่ดีกว่านี้ เช่นการรักษาศีล หรือนั่งสมาธิภาวนาร่วมกัน ก็ควรทำหากเป็นไปได้

*************************************************************************************

รักเอย มีเเล้วทุกข์โศกสนิท เเต่ยม รักลบน้ำตาสิ้น

รักนั้นอยู่คู่ใจเป็นอาจิณ ประจำประวิงตามอยู่คอยเคล้าคลอ

รักนี้หรือคือกรรมเเต่เก่าก่อน คอยอาวรณ์เคียงอยู่มิรู้หาย

อยู่กับเรา ตายกับเรา ไม่เสื่อมคลาย มีความหมายล้วนสิ้น มาจากกรรม

รักกันอย่างไรก็ต้องพรากจากกัน

ข้อมูลจาก ชำเเหละกรรม ที่มาจากความรัก โดย จุฑา จิรชีวะ หาได้ตามร้านหนังสือต่างๆ

________________________________________
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก เว็บบอร์ดพลังจิตค่ะ

ความรักที่แท้จริง คือ อะไร โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

>> ท่าน ว. วชิรเมธี <<  ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ อาตมาต้องขอทบทวนความรักและพัฒนาการของความรักเสียก่อน คือถ้าเราเห็นพัฒนาการของความรัก เราก็จะตอบได้ว่า อะไรคือรักที่แท้ในทรรศนะพระพุทธศาสนา ความรักนั้นในทรรศนะของอาตมภาพจัดเป็น 4 ระดับด้วยกันคือ

1. รักตัวกลัวตาย : เป็นความรักขั้นพื้นฐานที่สุดของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน และที่เรียกว่าสรรพชีพ สรรพสัตว์ทุกชนิด  สรรพชีพ หมายถึง สิ่งมีชีวิตทั้งหลายซึ่งเราไม่สามารถมองเห็นด้วยตา ทั้งอยู่ในโลกเดียวกันกับเราหรืออยู่ในโลกอื่นออกไปสรรพสัตว์ หมายถึง สัตว์ทั้งปวงที่เรามองเห็นได้ด้วยตา สิ่งมีชีวิตทั้งหมดไม่ว่าจะเรียกว่าคน หรือไม่เรียกว่าคนก็ตาม ล้วนแล้วแต่มีความรักขั้นพื้นฐานคือรักตัวกลัวตาย ความรักอย่างนี้ เป็นความรักอิงสัญชาติญาณการดำรงชีวิตรอด สิ่งมีชีวิตทั้งหมดเกิดมาก็มีความรักชนิดนี้อยู่กับตัวแล้ว แต่ยังไม่ใช่รักแท้ เพราะในแง่ลบมันมีโอกาสสูงมากที่จะกลายเป็นความเห็นแก่ตัว นั่นคือด้วยเหตุที่พยายามจะเอาตัวรอด ก็เป็นเหตุให้ต้องทำร้ายทำลายชีวิตอื่นดังนั้นความรักตัวกลัวตายจึงไม่เพียงพอ และยังไม่ใช่รักที่แท้ ต้องพัฒนาต่อไป

2. รักใคร่ปรารถนา : เป็นความรักในเชิงชู้สาว เกิดขึ้นทั้งกับคนและกับสิ่งมีชีวิตทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งคือสรรพชีพ สรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่มีความผูกพันกันในเชิงชู้สาว ความรักชนิดนี้อิงอยู่กับสัญชาตญาณการสืบพันธุ์ แท้ที่จริงรากฐานของความรักชนิดนี้ก็มาจากความรักชนิดที่ 1 คือ รักตัวกลัวตายนั่นเอง แต่ว่าประณีตขึ้น แสดงออกละเมียดละไมมากขึ้น ดูเหมือนว่าแทนที่จะรักตัวกลัวตายอย่างเดียว ก็เผื่อแผ่ใจออกไปรักคนอื่นด้วยแต่แท้ที่จริงที่รักคนอื่นก็เพื่อให้คนอื่นนั้นมารักตัวเอง หากมองอย่างลึกซึ้ง รักใคร่ปรารถนาก็ยังเป็นความรักที่มีความเห็นแก่ตัวปนอยู่นั่นเอง ฉะนั้นรักใคร่ปรารถนาจึงยังไม่พอ

3. รักเมตตาอารี : ความรักอิงความผูกพันทางสายเลือด นามสกุล ศาสนา ชาติพันธุ์ ชนชั้นวรรณะ ภาษาและวัฒนธรรม พูดง่ายๆว่า เป็นความรักที่เกิดขึ้นจากการที่มนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย ตระหนักรู้ว่าผู้ที่ร่วมสายพันธุ์เดียวกันกับตนนั้นเป็นพวกเดียวกันกับตน ความรักชนิดนี้บางครั้งเราก็เรียกว่า ความรักอิงสายเลือดบ้าง ความรักอิงความเมตตาบ้าง เช่น พ่อแม่รักลูก ครูบาอาจารย์รักลูกศิษย์ เพื่อนรักเพื่อน นายรักลูกน้อง มนุษย์ด้วยกันรักมนุษย์ สัตว์ด้วยกันรักสัตว์ คนชาติเดียวกันรักคนชาติเดียวกัน เช่นคนไทยรักคนไทยมากกว่าฝรั่ง ฝรั่งก็จะรักฝรั่งมากกว่าคนไทย จีนก็จะรักจีนมากกว่าแขก นี่เรียกว่ารักเมตตาอารี แม้จะเป็นความรักที่มีรากฐานอยู่บนพื้นฐานของความเมตตา แต่ก็ยังไม่ปลอดภัยอยู่นั่นเอง เพราะยังมีข้อจำกัดว่าเลือกรักเลือกเมตตาเฉพาะเผ่าพันธุ์พงศสคณาญาติของตน แม้จะดูกว้างขวางแต่ก็ยังไปไม่พ้นพรมแดนของการถือเขาถือเราอยู่นั่นเอง

 

4. รักมีแต่ให้ : เป็นความรักของมนุษย์ผู้ที่ได้ค้นพบภาวะความเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานในหัวใจอย่างลึกซึ้ง แล้วหลุดพ้นจากกิเลสขึ้นมากลายเป็นอารยชน ความรักชนิดนี้เกิดขึ้นจากการมองเห็นความไร้แก่นสารหรือความไม่มีตัวตนของตนเอง จึงไม่มีตัวตนไว้สำหรับเห็นแก่ตัว เมื่อไม่เห็นแก่ตัว จึงเห็นแก่โลกทั้งผอง หัวใจไร้พรมแดน เกิดเป็นความรักขั้นสูงสุด มองคน มองสรรพชีพ มองสรรพสัตว์ทั้งหลายในลักษณะโลกทั้งผองพี่น้องกัน ความรักชนิดนี้เป็นความรักแท้ เปิดเผย บริสุทธิ์ จริงใจ โดยไม่เรียกร้องการตอบแทน เปรียบเสมือนแสงเดือนแสงตะวันที่สาดโลมผืนโลกโดยไม่เคยเรียกร้องสิ่งตอบแทน เปรียบเสมือนสายฝนและดงดอกไม้ที่ชโลมผืนโลก ให้ความชุ่มชื่นเย็น งดงาม และไม่ต้องการให้ใครมองเห็นคุโณปการของตัวเอง เป็นดอกไม้ก็ส่งกลิ่นหอม แล้วร่วงโรยไปตามวันเวลาอย่างสงบเงียบ ไม่ปรารถนาจะเป็นที่ปรากฎอะไร

เช่นเดียวกัน พระอรหันต์ อริยชนทั้งหลาย ตั้งแต่พระโสดาบัน บุคคลขึ้นไป ก็ทำงานเพราะมีความรักที่แท้เป็นแรงผลักดัน ทำงานก็เพราะว่างานนั้นเป็นสิ่งที่วิถีชีวิตของท่านควรทำไม่มีแรงจูงใจในลักษณะเกิดจากลาภสักการะ หรือผลประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น เหมือนเราทุกคนเกิดมาแล้วหายใจ ที่เราหายใจเพราะการหายใจคือส่วนหนึ่งของชีวิต เราหายใจโดยไม่จำเป็นต้องเรียกร้อง ไม่จำเป็นต้องบังคับ การหายใจก็คือการหายใจ การหายใจมีความสมบูรณ์อยู่ในตัวเองฉันใด ผู้ที่มีรักแท้ในหัวใจก็พร้อมรักคนทั้งโลกโดยไม่เรียกร้องอะไรตอบแทน ฉันนั้น ทั้งนี้เพราะมันเป็นธรรมชาติอันเป็นธรรมดานั่นเอง ด้วยเหตุนี้รักแท้จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า “กรุณา”  หรือ “การุณยธรรม” เกิดขึ้นหลังจากที่ปัจเจกบุคคลผู้หนึ่งได้ค้นพบปัญญา คือ ความตื่นรู้ แล้วเกิดวิสุทธิภาวะ คือจิตใจที่หลุดพ้น เป็นอิสรภาพจากอวิชชาอย่างสิ้นเชิง ปัญญาที่ตื่นรู้ และวิสุทธิภาวะของจิตที่หลุดพ้นจากอวิชชาอย่างสิ้นเชิง ก่อให้เกิดคุณธรรมชนิดใหม่ซึ่งเปรียบเสมือนธารน้ำที่หลั่งไหลมาของความรักก็คือ กรุณา ฉะนั้นพระพุทธองค์จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า “มหาการุณิกะ” แปลว่าบุคคลผู้เปี่ยมด้วยความรักอันไพศาล นั่นแหละ รักแท้ คือ กรุณา

” มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่จะค้นพบรักแท้ในหัวใจของตัวเองได้เพราะรักแท้หรือกรุณามาจากพุทธภาวะในหัวใจของเราทุกคนฉะนั้นขอแค่เราเป็นคนเท่านั้นแหละ เราก็มีธรรมชาติเดิมแท้เป็นความรักแท้ที่จำพรรษาในใจอยู่แล้ว รอแต่ว่าเมื่อไหร่เราจะค้นพบเท่านั้นเอง เขารอเราอยู่ตลอดเวลา ทุกภพทุกชาติทุกวินาที “

พรหมวิหาร 4 ก็เป็นวิธีอธิบายพัฒนาการของความรักในอีกรูปแบบหนึ่ง คนที่จะปฏิบัติพรหมวิหาร 4 ให้สมบูรณ์ได้นั้นต้องใช้ปัญญาขั้นสูงพอสมควร ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ เมตตา (ต่อคนและสรรพสัตว์ทั้งโลก) กรุณา (ต่อคนและสรรพสัตว์ทั้งโลก) มุทิตา (ต่อคนและสรรพสัตว์ทั้งโลก) อุเบกขา (ต่อคนและสรรพสัตว์ทั้งโลก) พรหมวิหาร 4 เป็นหลักธรรมที่เป็นคุณสมบัติของบุคคลผู้เป็นพรหม คนที่จะเป็นพรหมได้จึงต้องใช้ปัญญากันมากพอสมควร

เป็นที่รู้กันว่าในวัฒนธรรมความเชื่อแบบอินเดียโบราณ พรหม คือ พระผู้สร้างโลกและสร้างสรรพสิ่ง เพราะฉะนั้นคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพรหมก็ต้องมีคุณธรรมของพรหม 4 ประการคือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ให้สมบูรณ์ แต่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขานั้น จะปฏิบัติให้สมบูรณ์เป็นเรื่องยากมาก เพราะธรรมชาติของมนุษย์มักจะเมตตาเฉพาะคนที่ตัวเองรัก คนที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง กรุณาเฉพาะคนที่ตัวเองรัก คนที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง มุทิตาเฉพาะกับคนที่ตัวเองรัก คนที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง เห็นไหม สามข้อนี้ปฏิบัติยากมากเพราะเป็นเรื่องของคนกับคน คนกับอารมณ์ พอมาถึง อุเบกขา ยิ่งยากมากกว่านั้นนับร้อยนับพันเท่า เพราะอุเบกขาเป็นเรื่องของคนกับธรรม หรือคนกับหลักธรรม

ธรรมชาติของมนุษย์มักจะมีความโน้มเอียงตกเป็นฝักฝ่าย ไม่บวกก็ลบ ไม่สูงก็ต่ำ ไม่ขวาก็ซ้าย ไม่เธอก็ฉัน แต่อุเบกขา คนที่จะปฏิบัติได้นั้นต้องมีลักษณะหรือพฤติกรรมในทางจิตใจ สามารถมองทะลุสมมุติบัญญัติทั้งปวง มีโลกทัศน์ในลักษณะที่เรียกว่า Duality คือ เหนือสิ่งซึ่งเป็นคู่ตรงข้ามทั้งหมดทั้งปวง สามารถทะลุทะลวงสิ่งสมมุติ แล้วลอยเด่นอยู่เหนือสิ่งสมมุติทั้งหลายทั้งปวง มองโลกได้ทั้งในแง่ดีแง่ร้าย มองคนได้ทั้งคนดีและคนร้าย มองสรรพสัตว์ทั้งดีและร้าย ด้วยระดับเดียวกัน ไม่มีใครสูงกว่าใคร ไม่มีใครต่ำกว่าใคร และตัวเองก็ไม่เลือกเข้าข้างใคร การที่จะปฏิบัติตัวให้เป็นคนที่อยู่ในโลกที่มีภาวะจิตใจเหนือโลกเช่นนี้ได้นั้น ต้องการปัญญาขั้นสูง ฉะนั้นพรหมวิหารธรรมจึงเป็นธรรมที่ทำให้บุคคลเป็นพรหม ไม่ใช่ธรรมะตื้นๆ ธรรมดาๆ แต่เป็นธรรมขั้นสูงผู้ที่จะบำเพ็ญพรหมวิหารธรรมได้ครบสมบูรณ์จึงหาไม่ได้ง่ายๆ แต่ใครก็ตามสามารถบำเพ็ญพรหมวิหารธรรมได้ครบสมบูรณ์ ต้องถือว่าคนนั้นมีคุณค่าเท่ากับเป็นพรหมทีเดียว เพราะคนๆนั้น สามารถสร้างโลกสร้างชีวิตได้อย่างร่มเย็นเป็นสุข พอๆ กับที่พระพรหมสร้างโลกทั้งผองให้มีความลงตัวสมบูรณ์ สร้างครั้งเดียวแล้ว ไม่ต้องกลับมาสร้างใหม่ เห็นไหม ใครก็ตามที่มีพรหมวิหารธรรมในหัวใจ ก็สามารถปฏิบัติต่อคนทั้งโลก  สามารถปฏิบัติต่อธรรมะซึ่งเป็นแกนกลางที่ทำให้โลกนี้มีความร่มเย็นเป็นสุขอยู่ได้อย่างสมดุล

โดยสรุปคนที่จะปฏิบัติพรหมวิหารธรรมในหัวใจได้นั้น ต้องมีพุทธภาวะ คือ มีปัญญา มีสุทธิภาวะ คือมีจิตใจซึ่งหลุดพ้นจากอวิชชา และแน่นอนที่สุดก็ต้องมีกรุณาภาวะ คือ รักแท้เป็นเรือนใจ จึงจะสามารถปฏิบัติพรหมวิหารธรรมได้อย่างสมบูรณ์ ไปๆ มาๆ ทั้งพรหมวิหารธรรม และรักสี่ประการที่อาตมภาพกล่าวมาข้างต้นทั้งหมดเป็นเนื้อเดีวกัน อุเบกขาจึงเป็นเรื่องที่คนจำนวนมากปฏิบัติกันผิดๆ ไหนๆ ถามแล้วก็ขออธิบายลงลึกในรายละเอียดว่า พรหมวิหารธรรมทั้งสี่ประการนั้น ต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับบริบทหรือสภาพแวดล้อมนั้นๆ ดังนี้

เมตตา ใช้ในสถานการณ์ปกติ คือมองดูคนทั้งโลก มองดูสรรพชีพ สรรพสัตว์ทั้งโลกด้วยสายตาแห่งไมตรีจิต และเป็นมิตร ในลักษณะ ” We are the world ” หรือ “โลกทั้งผองพี่น้องกัน”

กรุณา ใช้ในสถานการณ์ที่คนซึ่งอยู่ข้างหน้าเรา สรรพชีพ สรรพสัตว์กำลังตกทุกข์ได้ยาก เราจึงยื่นมือเข้าไปช่วย ถ้าเขาอยู่เฉยๆ เรายื่นมือเข้าไปช่วย อาจจะโดนข้อหาหวังดีแต่ประสงค์ร้าย ใช่ไหม เขาไม่ต้องการอาหาร เรายกอาหารไปให้เขา ก็อาจถูกข้อหายัดเยียดอาหารให้เขาทั้งๆ ที่เราหวังดี แต่เพราะทำไม่ถูกกาลเทศะ กลายเป็นหวังดีประสงค์ร้าย ฉะนั้นกรุณาถ้าไม่ถูกกาลเทศะ อาจกลายเป็นยุ่งเรื่องคนอื่นได้

มุทิตา ใช้ในสถานการณ์ที่คนซึ่งอยู่เบื้องหน้าของเราได้ดีมีความสุข เราให้กำลังใจเขา ทำไมต้องให้กำลังใจเขา เพราะถ้าเราไม่รีบให้กำลังใจ ใจของเราจะพลิกจากมุทิตาเป็นริษยา คือ จะทนต่อคุณงามความดีของคนอื่นไม่ได้ เมื่อปล่อยให้ริษยาก่อตัวขึ้นในใจ ริษยานั้นจะเผาไหม้ใจของเราให้เป็นจุณ จากนั้นจะลุกลามไปเผาไหม้คนที่เราริษยา พระพุทธเจ้าแนะให้มุทิตาก็เพื่อป้องกันริษยา และเพื่อยกระดับจิตใจเราให้สูงขึ้น ปรารถนาให้คนอื่นดีกว่าตน นั่นคือ เป็นปฏิบัติการที่ฝึกใจให้เป็นพระโพธิสัตว์องค์น้อยๆ มุทิตาเป็นรอยต่อทำให้คนเป็นพระโพธิสัตว์นะ ถ้าเราเห็นคนอื่นได้ดี แล้วเข็มไมล์หัวใจของเราไม่กระดิกด้วยริษยา แสดงว่าเราเริ่มมีพัฒนาการที่จะเป็นพระโพธิสัตว์เกิดขึ้นแล้ว ฉะนั้นใครอยากเป็นพระโพธิสัตว์ให้บำเพ็ญมุทิตาจิตให้มากๆ เห็นคนอื่นได้ดีมีสุขแล้วเข็มไมล์หัวใจนี่ไม่กระดิกในทางลบเลย มีแต่เบิกบาน ผ่องใสกับเขา เหมือนสายฝนตกมาแล้ว หลังฝนพรำ เห็ดก็งอกออกจากพื้นดิน เพราะมุทิตาต่อสายฝน เห็ดจึงสามารถผุดออกมาจากผืนดินได้ เช่นเดียวกันเพราะมุทิตาต่อคนอื่น หัวใจจึงสามารถหลุดพ้นจากความคับแคบของโซ่ตรวนแห่งความริษยาได้

อุเบกขา ใช้ในสถานการณ์ที่คนกำลังขัดแย้งกับหลักธรรม หลักการแห่งความจริง ความถูกต้อง ความดีงาม และหลักกฎหมาย เราควรปล่อยให้คนเหล่านั้นได้รับผิดชอบจากผลแห่งการกระทำนั้นด้วยตัวของเขาเองโดบปราศจากการแทรกแซง เราวางตัวเป็นกลางด้วยความตื่นรู้ แล้วก็กันตัวเองออกมา เฝาดูคนทำผิดหลักการ ผิดหลักธรรม ผิดหลักธรรมนั้น รับผลแห่งการกระทำของเขาเองอย่างตรงไปตรงมา ตามลักษณะของความเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ว่า “สิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะสิ่งนี้เกิดขึน สิ่งนี้ดับไปก็เพราะสิ่งนี้ดับไป” เราเป็นผู้ดู ผู้สังเกตุการณ์ ปล่อยให้คนที่สวนทางกับหลักการ หลักธรรม หลักกรรมทั้งหลายนั้น รับผลซึ่งเค้าได้ก่อเหตุเอาไว้อย่างตรงไปตรงมานั่นแหละคือการวางตัวเป็นกลาง การวางตัวเป็นกลาง อย่างนี้ต้องใช้ปัญญาขั้นสูง เพราะมีคนจำนวนมากที่พยายามวางตัวเป็นกลาง แต่เนื่องจากปราศจากปัญญา การพยายามวางตัวเป็นกลาง เลยการเป็นการปล่อยปละละเลย

” ฉะนั้นอุเบกขาจึงมีสองลักษณะ หนึ่ง อุเบกขาที่มาพร้อมกับปัญญา เป็นอุเบกขาที่แท้จริง พึงประพฤติปฏิบัติ สอง อุเบกขา ที่มาพร้อมกับความโง่ เรียกว่า อัญญานุเบกขา เป็นอุเบกขาที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะหากวางอุเบกขาด้วยความโง่ ยิ่งพยายามวางอุเบกขากลายเป็นว่ายิ่งทอดธุระ ยิ่งปล่อยปละละเลย “

ฉะนั้นการปฎิบัติพรหมวิหารธรรมทั้งสี่ประการให้สมบูรณ์ต้องดูสภาพแวดล้อมด้วยเสมอ ถ้าไม่ดูสภาพแวดล้อม แล้วจู่ๆก็มีเมตตา อาจกลายเป็นเมตตาจนเกินพอดี เขามีปัญหาช่วยเหลือมากเกินไป กลายเป็นแบกภาระแทนเขา เขาได้ดีมีสุข มุทิตาไม่ดูกาลเทศะ ทำให้คนที่ถูกมุทิตาหลงตัวเอง หากใช้อุเบกขาโดยไม่ใช้ปัญญาก็อาจกลายเป็นการทอดธุระปล่อยปละละเลย เฉยมั่ว เฉยเมย และเฉยเมิน ในการฝึกมุทิตากับคนอื่น ให้เรามองตัวเรากับมองตัวเขาว่า เราทั้งคู่นี่ช่างโชคดีจังเลยนะ ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ทั้งที่กว่าจะเกิดมาก็แสนยาก กว่าจะดำรงชีวิตรอดก็แสนยาก แล้วทั้งๆที่เกิดแสนยาก ดำรงชีวิตแสนยากนั้นก็ยังอุตส่าห์สู้ฟันฝ่าอุปสรรคมาได้จนประสบความสำเร็จ คนเช่นนี้ช่างน่านับถือในความวิริยะอุตสาหะจังเลย ฉันขอชื่นชมต่อคุณนะ แล้ววันหนึ่งฉันจะพยายามพัฒนาตัวเองให้เป็นเหมือนคุณบ้าง นี่เห็นไหม มองกว้างๆ อย่างนี้แล้วเราจะไม่อิจฉาไม่ริษยาเขาเลยเพราะอะไร เพราะเขาก็คือเพื่อนร่วมโลกเหมือนกับเรา ให้มองคนที่อยู่ตรงหน้าว่าเขากับเราต่างก็เป็นเพื่อนผู้ร่วมเกิดแก่เจ็บตายในสังสารวัฏเดียวกัน

การที่เราชิงชังรังเกียจเขา ริษยาเขา ก็คือเรากำลังโกรธเกลียดชิงชังเพื่อนของเรานั่นเอง แล้วคนที่เกลียดเพื่อนสุดท้ายก็จะเสียเพื่อน และกลายเป็นคนไม่มีเพื่อน ดังนั้นการทำร้ายเพื่อน  การริษยาเพื่อน แท้ที่จริงก็คือการทำร้ายตัวเรานั่นแหละ เรื่องอะไรเราจะทำร้ายตัวเราด้วยการทำร้ายเพื่อน แต่หากเราแผ่มุทิตาต่อเขา ใจของเราก็เบิกบาน เหมือนดอกไม้ ทันทีที่แสงตะวันสาดมาต้อง ดอกไม้ไม่ขังตัวเองไว้ แต่เปิดใจรับแสงตะวัน ดอกตูมจึงกลายเป็นดอกบาน เห็นไหม ถ้าดอกไม้ตูมไม่เปิดใจรับแสงตะวัน ทั้งปีทั้งชาติก็ตูมอยู่อย่างนั้น แล้วกลิ่นหอมจะมาแต่ไหน ความเป็นดอกไม้ก็ไม่สมบูรณ์ ความสมบูรณ์ของดอกไม้อยู่ที่เป็นดอกไม้แล้วได้บาน ได้ร่วงโรยไปตามกาลเวลา ความสมบูรณ์ของคนก็อยู่ที่ คุณเป็นคน มีจิตใจเบิกบานเพราะปราศจากไฟริษยา

” ความริษยานับเป็นคุกชนิดหนึ่ง เมื่อเราเติมมุทิตาเข้าไป จิตใจของเราก็เบิกบาน เมื่อเบิกบาน ความเป็นมนุษย์ของเราก็สมบูรณ์ ดุจเดียวกับดอกไม้ เมื่อเปิดใจรับแสงตะวัน กลีบของดอกไม้ก็คลี่บานแล้วส่งกลิ่นหอม ความเป็นดอกไม้ก็สมบูรณ์ เมื่อคนๆหนึ่งสามารถเปิดหัวใจให้กว้าง ผลิบานต่อความเจริญก้าวหน้าของเพื่อนมนุษย์ แสดงว่าเขากำลังก้าวสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เพราะว่ามุทิตาซึ่งเป็นภาวะของจิตใจของคนที่กำลังเป็นพระโพธิสัตวว์องค์น้อยๆ ได้เกิดขึ้นแล้ว ”

ขอขอบคุณหนังสือ รักแท้ คือ กรุณา โดย ท่านว.วชิรเมธี

ขอบคุณบทความจาก http://www.oknation.net/blog/print.php?id=505727

ความเหงา วิธีกำจัดความเหงาในใจทำได้ง่ายๆ

หลายคนคงเคยได้ผ่านพบความเหงากันมาบ้างแล้ว ไม่มากก็น้อย ถ้าเราไม่รู้จักความเหงา และวิธีกำจัดความเหงา มันจะทำให้เราว้าวุ่นใจ กระวนกระวาย ไขว่ขว้าสิ่งที่จะมาทดแทนความเหงา บางครั้งสิ่งที่เราพยายามจะทำอาจจะไม่สามารถมาทดแทนความเหงาได้ แต่อาจจะเพิ่มความเหงาให้เกิดขึ้นกับเราก้อได้ วันนี้มีบทความดีๆเกี่ยวกับวิธีกำจัดความเหงาแบบแนวทางพุทธศาสนามาให้อ่านกันค่ะ หวังว่าจะช่วยเพื่อนๆที่กำลังเหงาและหว้าเหว่ได้บ้างไม่มาก ก็น้อยนะค่ะ….

วิเวกที่ท่านยังไม่รู้จัก
(ธรรมบรรยายของหลวงพ่อพุทธทาส ห้องหนังสือเรือนธรรม
จัดพิมพ์ เนื่องในโอกาส “๑๐๐ ปีพุทธทาส”)

ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์ในวันนี้ อาตมาจะขอบรรยายเรื่องสิ่งที่เรียกว่าวิเวกอีกสักครั้งหนึ่ง ทั้งที่เคยบรรยายมาบ้างแล้ว เพราะเป็นเรื่องที่มีอะไรๆ พิเศษอยู่บ้าง และหาว่าฉายหนังซ้ำก็ไม่เป็นไร เพราะเหตุที่ว่า ท่านทั้งหลายยังไม่รู้จักมากพอ หรือว่ายังจะต้องรู้จักอีก คือเราจำเป็นที่จะต้องมีใช้ รู้จักใช้ ให้ทันแก่เหตุการณ์ หรือให้เหมาะสมแก่กรณีนั้นๆ

คำว่าวิเวก บางคนกลัว เห็นว่ามันเดี่ยวโดดว้าเหว่แล้วก็กลัว ไม่ชอบ ไม่สนใจ อย่างนี้ก็มี มันเป็นเรื่องของคนเข้าใจผิด หรือเรื่องของความขลาด ถ้าเป็นเรื่องปกติธรรมดาแล้วก็ต้องพอใจในสิ่งที่เรียกว่า วิเวก

นี่เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมี ไม่มีวิเวกก็หมาย  ความว่ามันกลัดกลุ้ม มันฟุ้งซ่าน มันกลุ้ม ถ้ามองกันในแง่นี้ วิเวกก็เป็นยาแก้กลุ้ม ถ้าสามารถทำให้ได้ตามที่ต้องการทันที มันก็ต้องเป็นยอดของศิลปะ คนต้องเก่งมากถึงจะสามารถทำสิ่งที่เรียกว่าวิเวกให้เกิดขึ้นในจิตใจได้    ตามที่ต้องการทันอกทันใจ วิเวกได้

ยาแก้กลุ้มใจ เท่านี้มันก็มีค่ามาก เหมือนกับว่าคนต้องกินยาหอม เรียกหายาหอมกินแก้กระวนกระวายใจ แต่วิเวกมันเป็นยาวิเศษไกลไปกว่านั้น มันแก้กลุ้มใจชนิดที่รุนแรงที่ลึกซึ้ง มากมายกว่านั้นมาก ควรจะสนใจกันดูถึงขนาดให้รู้จักกันอย่างชัดเจน เอามาใช้เมื่อไรก็ได้

พระพุทธเจ้าก็ตรัสสรรเสริญว่ามันเป็นความสุขของผู้ที่ยินดีในธรรม เห็นธรรมะแล้ว ทำใจให้ว่าง ให้ปลอดโปร่ง ให้ปราศจากสิ่งรบกวน หมายความว่าจิตใจเกลี้ยง ไม่มีสิ่งรบกวน มันพิเศษที่ตรงนี้

ถ้าว่าจิตใจมันกลุ้มอยู่ด้วยสิ่งรบกวนเหมือนควันไฟรบกวน  กองไฟรบกวน  ยุงรบกวน ริ้นรบกวน มันก็ไม่ไหว ถ้ามันเกลี้ยง ไม่มีอะไรรบกวน นั่นล่ะเป็นที่น่าพอใจ สบายดี ขอให้สนใจกันไว้

ในความหมายหนึ่ง เราเรียกกันว่าเป็นที่พักผ่อนของวิญญาณอันดิ้นรน วิญญาณมันดิ้นรนๆ ไปตลอดเวลา ไม่มีเวลาที่จะพักผ่อน เพราะมันไม่มีวิเวก พอมีวิเวก ความดิ้นรนนั้นมันก็หยุด วิเวกจึงเป็นที่พักผ่อนของวิญญาณที่ดิ้นรน ของจิตที่ดิ้นรน ที่ดิ้นรนอย่างแรงกล้าก็คือดิ้นรนไปตามอำนาจของกิเลส ทั้งหมดนี่เป็นเรื่องของคนธรรมดา ไม่ใช่เรื่องพิเศษที่ไหน ไกลไปจากเรื่องของคนธรรมดา ขอให้ท่านทั้งหลายสนใจรู้จักตัวเอง รู้จักควบคุมให้ได้วิเวกทันตามที่ต้องการ

พิจารณาดูเพื่อศึกษาสิ่งนี้ให้เข้าใจประจักษ์ชัด วิเวกเป็นชื่อของจิตก็ได้ คือจิตมันวิเวก ไม่มีอะไรรบกวนจิต เป็นชื่อของภาวะหรืออาการก็ได้ คืออาการที่ไม่มีอะไรรบกวน แม้ที่สุดเป็นชื่อของสถานที่ก็ได้ สถานที่นี้มันวิเวก สถานที่นี้ไม่มีอะไรรบกวน ดูหลายๆ ด้านแล้วมันก็จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น เป็นชื่อของจิตที่วิเวกก็ได้ เป็นชื่อของภาวะอาการที่มันมีความวิเวกก็ได้ เป็นชื่อสถานที่ที่ทำให้เกิดความวิเวกก็ได้

วิเวกคำนี้แปลว่าอะไร วิเวกตามตัวหนังสือคำนี้ มันก็แปลว่าหนึ่งหรือเดี่ยว เดี่ยวอย่างที่สุด ถ้าดี่ยวอย่างที่สุดก็ไม่มีสิ่งที่สองที่จะรบกวน ไม่มีสิ่งรบกวน ในทางวัตถุ สิ่งของก็ไม่รบกวน ไม่มีอะไรปรุงแต่งให้เป็นอย่างนั้น ให้รู้สึกอย่างนี้ ให้รู้สึกอย่างนั้น ให้เปลี่ยนไปตามการปรุงแต่ง ไม่มีอะไรที่จะปรุงแต่ง มันก็เรียกว่าวิเวก

ไม่ได้หมายความถึงความเหงาเปล่าเปลี่ยว ไม่มีอะไรเป็นเพื่อนสรวลเสเฮฮา ก็ฟังดูแล้วคนเรายังชอบสรวลเสเฮฮา คนธรรมดาบางคนเหงาไม่มีลูก ไม่มีหลาน ไม่มีหมู ไม่มีหมา ให้มันสับสนวุ่นวาย เขาว่ามันเหงามันอยู่ไม่ได้ ต้องมีเด็กมีเล็กทำให้วุ่นวาย เขาจึงพอใจว่ามันปกติดี ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ชอบวิเวกไม่ได้ จะเห็นว่าวิเวกเป็นความเหงา หวาดเสียวน่ากลัวไปอีก ไม่เอา ไม่ต้องการ

เราสามารถทำให้จิตวิเวก ซึ่งเป็นของทำยาก มันจึงเรียกว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งได้เหมือนกัน เพราะมันทำยาก เพราะมันงดงาม งดงามหรือไม่งดงามท่านทั้งหลายลองคิดดู ทำให้จิตเกลี้ยง ไม่มีอะไรรบกวน เยือกเย็นสนิทนี่ งดงามหรือไม่งดงาม และมันทำยากหรือมันทำง่าย ก็ขอให้คิดดูอีกทีหนึ่ง มันจะทำไม่ได้มั้ง จะทำจิตให้สงบระงับวิเวก มันจะทำไม่ได้ มันจะยอมแพ้ ก็ไปหาอะไรมากลบเกลื่อนๆ ให้มันยุ่งไปเสีย ให้มันสนุกสนานไปเสียทางอื่น คือกลบเกลื่อนกระทั่งว่า ไปหาสิ่งเสพติด ซื้อเหล้ามากินเสีย สูบยาเสพติดหรือทำอะไรชนิดที่ให้มันกลบเกลื่อนไปเสียอย่างนี้โดยมาก นี่มันไม่รู้จักวิเวก พอกลุ้มขึ้นมามันก็ต้องไปซื้อเหล้ากิน หรือต้องไปเล่นหวัวเอาอย่างที่มันไม่จำเป็นหรือไม่ควรจะทำ เพื่อจะกลบเกลื่อนความรำคาญใจของมัน จิตที่มันดิ้นรน ดิ้นรน ดิ้นรน  ปัญหานี่ไม่ใช่เล็กน้อย ปัญหานี่เกิดแก่วัยรุ่น ลูกหลานของเรา วัยรุ่นทั้งหญิงทั้งชาย กำลังมีจิตที่ดิ้นรน ดิ้นรน ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าวิเวก เท่ากับดิ้นรนเข้าไปในดงแห่งความวินาศโดยไม่รู้สึกตัว ปัญหาก็เกิดขึ้นมามากมาย เป็นโรคภัยไข้เจ็บ เป็นเรื่องเสียหาย เป็นเรื่องวิวาท เป็นเรื่องทำลายชีวิตอะไรกัน มากไกลออกไปอีก นี่ไม่รู้จักวิเวก ไม่รู้จักที่พักผ่อนของจิตอันดิ้นรน

dhita:

สิ่งที่เรียกว่าวิเวก วิเวก ไม่ได้หมายแต่เพียงว่าวิเวกอยู่ที่นี่ มีหลายชั้นสูงขึ้นไปๆ ถ้าวิเวกสูงสุดเป็นวิเวกชั้นสูงสุดจริงๆ แล้ว ก็หมายถึงพระนิพพาน ถ้าวิเวกเล็กๆ น้อยๆ เป็นวิเวกทางร่างกายทางวัตถุ ก็อย่างที่เราเห็นๆ กันอยู่ คำว่าวิเวกมีความหมายกว้างขวาง ตั้งแต่ต้นต่ำๆ จนถึงสูงสุดหมายถึงนิพพาน นิพพานก็วิเวกจากความทุกข์ วิเวกจากความปรุงแต่งของกิเลส ที่วิเวกอย่างยิ่งก็วิเวกจากตัวกู ฟังแล้วมันก็น่าหวัว ไม่มีตัวกู วิเวกจากตัวกู บางคนก็คิดว่ามันตายแล้วเท่านั้น ถ้ามันวิเวกจากตัวกู

ข้อสำคัญมันวิเวกได้วิเวกจากตัวกู ชีวิตไม่ต้องตาย ชีวิตมันเกลี้ยง ชีวิตมันไม่กระวนกระวายด้วยความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูว่าของกู ถ้าอะไรๆ ในบ้านเรือนมันเต็มไปด้วยตัวกู ของกูไปเสียหมด มันก็เป็นบ้า คนนั้นมันก็เป็นบ้า ไม่รู้จักควบคุมกันเสียเลย อย่าให้ความรู้สึกชนิดนี้รบกวน มันก็จะมีวิเวก ไม่ต้องลำบากมากมาย ไปอยู่ในป่า ไปอยู่ภูเขา ก็ยังไม่ถึงขนาดนั้น แล้วมันก็ต้องรู้ว่า แม้จะหนีไปอยู่ในถ้ำภูเขาสูงให้ไกลสุด ไม่มีใครไปติดต่อด้วย มันก็ไม่วิเวกจากตัวกู ดูสิ ตัวกูยังติดตามไปเล่นงานไปรังควานอยู่จนไม่มีความสงบสุข มันไม่วิเวกจากตัวกู คือถ้ามันวิเวกสูงสุดจริงๆ มันต้องวิเวกจากตัวกู

ถ้าวิเวกจากตัวกูจึงจะรู้สึกบวกหรือลบ ดีใจเสียใจมันก็วิเวกทันที ให้มันนั่งอยู่กลางโรงละคร ก็วิเวกได้ นั่งอยู่ข้างเครื่องจักรโรงงานอุตสหกรรมมหาศาลก็วิเวกได้ ถ้ามันรู้จักทำจิต อาจจะไม่เชื่อ ถ้าไม่เชื่อก็ขอให้ลองดู รู้จักทำจิตให้ว่างจากตัวกู ไม่มีตัวกูที่จะรู้สึกยินดียินร้าย อะไรมันจะรู้สึกวุ่นวาย อะไรมันจะดิ้นรน แต่มันกระทำไม่ได้ง่ายนัก มันก็ต้องรู้จักทำ รู้จักฝึกจิตว่างจากตัวกู แล้วก็กำหนดไว้ที่ธรรมชาติอันบริสุทธิ์อย่างใดอย่างหนึ่ง มีธรรมชาติอันบริสุทธิ์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์หรือจิตกำหนด ตัวกูเกิดไม่ได้ มีแต่จิตล้วนๆ อารมณ์ล้วนๆ ว่างจากตัวกู อย่างนี้แล้วก็จะวิเวกเหลือประมาณนั่นละ อยู่ที่ไหนก็จะวิเวกได้แม้ท่ามกลางโรงละคร แม้ท่ามกลางโรงงานอุตสาหกรรมอันแสนจะวุ่นวาย นี่ประโยชน์ของวิเวก มันทำให้หยุดสิ่งรบกวน ไม่มีอะไรจะรบกวนได้และก็เป็นความสุข เพราะไม่มีอะไรรบกวน เพราะวิเวก

วิเวกหมายถึงหนึ่งเดี่ยว หนึ่งอย่างยิ่งไม่มีอะไรรบกวน หรือหมายถึงความที่มันเป็นของเดี่ยว มีธรรมะอันเดียวเป็นอารมณ์ มันก็มีความวิเวก จิตไม่ถูกรบกวนเรียกว่าจิตมันเดี่ยว ไม่มีอารมณ์รบกวน มันไปอยู่กับอารมณ์เดี่ยวที่ไม่ปรุงแต่ง เรียกว่าวิเวก

ถ้าเราสามารถทำให้เกิดวิเวกได้ตามที่เราพอใจ อยู่ที่ไหนก็มีความพอใจ มีความสุขสงบเย็น ถ้าไม่มีวิเวกในจิตแล้ว มันก็เต็มไปด้วยการรบกวน ไม่ว่าจะไปนั่งไปนอนอยู่ที่ไหน มีอาการเหมือนสุนัขขี้เรื้อน จะไปนั่งตรงไหนก็ไม่เป็นสุข จะไปนอนตรงไหนก็ไม่เป็นสุข จะไปอยู่ตรงไหนก็ไม่เป็นสุข มันต้องวิ่งวุ่นอยู่เรื่อย เที่ยวหาที่ให้สงบ มันก็หาไม่พบเพราะมันเป็นขี้เรื้อน ต้องเอาขี้เรื้อนออกเสียก่อน มันจึงจะมีความสงบ

เอาสิ่งรบกวนจิต สิ่งที่ปรุงแต่งจิตออกไปเสียได้ก็เลยวิเวก บางคนอาจจะมองว่าไม่มีประโยชน์อะไร ไม่จำเป็นที่จะต้องมีวิเวก ถ้าเขามองกันเพียงเท่านั้น มันก็มีเพียงเท่านั้น ก็เป็นอย่างนั้นสำหรับคนนั้น แต่ถ้ามองมากกว่านั้น ก็มองเห็นอะไรๆว่า โอ้ เป็นความสงบเย็น เป็นที่พักผ่อนของวิญญาณอันดิ้นรน ฟังดูให้ดี เป็นที่พักผ่อนของวิญญาณอันดิ้นรน ซึ่งเปรียบเสมือนสุนัขขี้เรื้อน วิญญาณที่ดิ้นรนมันเปรียบได้กับสุนัขขี้เรื้อน จะไปนั่งไปนอนไปหยุดอยู่ที่ไหนมันก็ไม่มีความสุขได้ มันก็เกาไปทุกหนทุกแห่ง มันก็ดิ้นรน นี่วิญญาณอันดิ้นรน

ส่วนวิเวกเป็นที่พักผ่อนของวิญญาณอันดิ้นรน หมายความว่าที่ตรงนั้นมันไม่มีสิ่งรบกวน สุนัขขี้เรื้อนมันหายแล้วหรือโชคดีเผอิญใครเอายาไปราดมันให้มันหยุดเกาหยุดคัน มันอาจจะได้การพักผ่อน จิตนี้ระวังให้ดี มันอาจจะเป็นเหมือนสุนัขขี้เรื้อนที่ดิ้นรนเรื่อยไม่มีการพักผ่อน มันจะเป็นอย่างไร

คนบ้าโดยมากมันก็เป็นเรื่องของจิตที่ดิ้นรน ไม่รู้จักพักผ่อน ไม่มีวิธีการที่จะทำให้สงบระงับ ไม่เท่าไหร่ก็ได้เป็นบ้าไปอยู่โรงพยาบาลบ้า  ขอให้รู้จักวิเวกไว้ให้ดีๆ เถอะ มันจะไม่ต้องมีอาการอย่างนี้ เราต้องกินยาระงับประสาทหรือต้องจัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้มันนอนหลับพักผ่อนเพราะมันทนไม่ได้แต่ถ้ามีธรรมะทางจิตใจหรือมีวิเวกทางจิตใจแล้วมันก็พักผ่อนได้ รู้กันไว้ จะได้ช่วยตัวเอง เดี๋ยวนี้โลกยังไม่มีวิเวก มองดูให้ดีเถอะ โลกทั้งโลกกำลังไม่มีวิเวก โลกกำลังวุ่นเป็นสุนัขขี้เรื้อนทั้งโลกไม่มีพักผ่อน มันมีอะไรปรุงแต่งสารพัดอย่างไปตามเรื่องตามราวของคนแต่ละคน มันไม่มีวิเวก มันมีแต่สิ่งยั่วยุ ยั่วยุ หันไปหันมา หันรี หันขวาง ไม่มีการพักผ่อน เพราะว่าโลกมันขาดธรรมะข้อนี้ มันขาดธรรมะสูงสุดของพระพุทธเจ้า คือคำว่าวิเวก วิเวกสูงสุดจนถึงนิพพาน วิเวกมีหลายชั้นหลายระดับหลายประการ เรามาสนใจศึกษากันสักที

จะแบ่งเรื่องวิเวกให้ศึกษากันง่ายๆ มี ๓ อย่าง ๓ ชั้น วิเวกทางกาย กายวิเวก วิเวกทางจิต มีจิตตวิเวก มีวิเวกทางสติปัญญา มีอุปธิวิเวก คือวิเวกจากอุปาทาน ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดโดยความเป็นของตน เรียกว่าวิเวกจากของหนักแก่วิญญาณ วิญญาณไปแบกไปยึดถือ ไม่ว่างจากของแบกของยึดถือ วิญญาณนั้นก็หนัก ก็ต้องทำให้มันวิเวก วิเวกทางสติปัญญา คือไม่ยึดถือ และก็วิเวกจากของหนัก

dhita:

ข้อที่ ๑ วิเวกทางกาย พูดกันก่อน ทางกายหรือทางวัตถุ รวมอยู่ในคำว่ากาย วัตถุไม่รบกวนร่างกายไม่มีปัญหา ก็เรียกวิเวกทางกาย เรามีศีล รักษาศีล มีศีล หรือปฏิบัติธุดงค์ ตามหลักของการปฏิบัติ วิเวกทางกายก็จะเกิดขึ้น มันไม่มีความผิดทางกายที่จะรบกวนร่างกาย คำว่าธุดงค์ บางคนก็ไม่รู้จักวัตรปฏิบัติที่จะขูดเกลา คู่กับศีล มีศีลและมีธุดงค์ มันก็วิเวก มีศีลมีธุดงค์ก็จะมีกายวิเวก

คือว่าไม่มีอะไรรบกวนกาย เหมือนกับกายมันแอบมันหลบซ่อนพ้นจากสิ่งรบกวนทางกาย ทางวัตถุก็เหมือนกัน ถ้ามีวัตถุมาล่อมายั่ว วัตถุแปลก วัตถุใหม่ วัตถุสวยงามมายั่ว มาหลอกมาล่ออยู่เสมอ มันก็ไม่ว่างจากวัตถุ ไม่วิเวกจากวัตถุ มันก็ไม่มีความสงบระงับในทางร่างกาย ท่านทั้งหลายรู้จักไว้เป็นข้อแรกว่า มันไม่วิเวกทางกาย ไม่วิเวกทางวัตถุ ขอให้เรารู้จักเป็นข้อแรก

มันเป็นเรื่องที่ต้องจัดต้องทำภายนอก และเป็นเรื่องค่อนข้างหยาบเป็นเรื่องหยาบๆ แต่มันก็เป็นเรื่องที่จะต้องตั้งต้น มันหลีกไม่พ้น ถ้าจัดปัญหาเกี่ยวกับร่างกาย วัตถุ ไม่เรียบร้อย มันก็ไม่มีวิเวกในทางกายหรือวัตถุแต่ประการใด

อันดับที่ ๒ สูงขึ้นไป เรียกว่าวิเวกทางจิต นี่ด้วยอำนาจของสมาธิ หรือสมาบัติ วิเวกทางกายมีได้ด้วยศีลด้วยธุดงค์เป็นต้น วิเวกทางจิตก็ด้วยสมาธิ หรือสมาบัติ   คำว่าสมาธิหมายความว่าจิตมันมีอารมณ์อันใดอันหนึ่งไปหน่วงเอาไว้เป็นอารมณ์ มันไม่ไปที่อื่น ก็หมายความว่า อยู่กับสิ่งนั้นเสีย มันไม่ดิ้นรนไปที่ไหน ไม่มีอารมณ์อะไรเข้ามารบกวนได้ ถ้าทำสมาธิสำเร็จ จิตก็อยู่กับอารมณ์เดียว สิ่งเดียวนั่นแหละ ไม่มีอะไรรบกวนได้

อารมณ์เดียวนั่นแหละ มันกลายเป็นที่หลบที่ซ่อน ที่ซ่อนทางจิต พอจิตเข้าไปซ่อนอยู่ในถ้ำ อะไรเข้าไปรบกวนไม่ได้ นี่พูดอย่างเปรียบเทียบ คือจิตมันเข้าไปซ่อนอยู่ในอารมณ์ของสมาธิ พอจิตเป็นสมาธิ จิตมันก็ซ่อนอยู่ในสมาธิ ซ่อนอยู่ในอารมณ์ของสมาธิ ปลอดภัยไม่มีอะไรรบกวน

โดยทั่วไป ก็เรียกกันว่า นิวรณ์ ไม่รบกวน นิวรณ์คือความรู้สึกที่เป็นกิเลสชนิดที่ขึ้นกรุ่นออกมาไม่รุนแรง แต่ก็เป็นกิเลสให้เกิดความรู้สึกครบถ้วนตามจำนวนของกิเลส กิเลสประเภทราคะ โลภะ ก็ออกมาเป็นกามฉันทะ ใคร่ไปในทางกาม กิเลสประเภทโทสะ โกธะ ก็ออกมาเป็นพยาบาท กิเลสประเภทโมหะก็ออกมาเป็นถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกุจจะ วิจิกิจฉา ๓ ประการ รวมกันทั้งหมดเป็น ๕ ประการ นี่เป็นตัวอย่างของสิ่งที่เรียกว่านิวรณ์ที่รู้จักกันง่าย รู้จักกันโดยชัดเจนว่ามีนิวรณ์เป็นเครื่องรบกวนจิต

ตัวหนังสือนิวรณ์แปลว่าสกัดกั้น สกัดกั้นหนทางที่จะไปสู่ความสงบ เมื่อมันถูกสกัดกั้นหนทางที่จะไปสู่ความสงบ เราก็ดิ้นรนไปตามอำนาจของนิวรณ์ มันไม่ลึกเกินไปถ้าเราสังเกต เราศึกษาเราจะรู้จัก แต่เราไม่ได้ศึกษา ไม่ได้นึกฝันว่าจะศึกษา ไม่เคยศึกษาจึงไม่รู้จัก แม้แต่สิ่งที่เรียกว่านิวรณ์ซึ่งมีอยู่ตลอดเวลา ขอร้องว่าสนใจศึกษากันเถอะ  ไม่ไปศึกษาที่ไหน  ศึกษาอยู่ในจิตของตนบางเวลากิเลสประเภทกามารมณ์รบกวน บางเวลากิเลสประเภทโทสะไม่ชอบใจขัดใจรบกวน บางเวลาประเภทถีนมิทธะ ซึมเซาแห่งจิต ซบเซาแห่งจิต อุทธัจจะกุกุจจะ  ฟุ้งซ่านแห่งจิต  บางเวลาก็ความลังเลของจิต

ถ้าสังเกตให้ดีสักหน่อยจะพบได้ด้วยตนเองว่า ความลังเล ความไม่แน่ใจ มันรบกวนมากที่สุด เราทนอยู่กับความลังเล หรือความไม่แน่ใจ เราไม่แน่ใจว่าปลอดภัย เราทำมันไม่ได้ มันก็ไม่แน่ใจว่าปลอดภัย ไม่แน่ใจว่าถูกต้อง เพราะเราไม่รู้ เราก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้มันถูกต้อง แล้วก็ทนอยู่กับสิ่งนั้นแหละ มันไม่แน่ใจว่าจะอาศัยได้ พึ่งพาอาศัยได้เหล่านี้ เราก็ยังทำอะไรไม่ได้ เราก็ต้องอยู่กับสิ่งที่ว่าไม่แน่ใจ อยู่ด้วยความไม่แน่ใจจนชิน จนอยู่กันได้ด้วยความไม่แน่ใจอันนี้ ลึกซึ้งมาก ละเอียดมาก ต้องอยู่กับความไม่แน่ใจ จึงไม่มีความตั้งมั่นหรือเป็นสุขสงบเย็น นอนหลับมันก็ยังฝันด้วยความสงสัย ฟุ้งซ่านไปต่างๆ นานา นี่ขอให้สังเกตดู เรามีนิวรณ์อย่างนี้ด้วยกันทุกคน มันเคยชิน เป็นสิ่งที่เคยชิน จนไม่รู้ไม่ชี้ ชีวิตนี้ ก็เรียกว่าถูกกัดกร่อนด้วยสนิมของกิเลสอยู่ตลอดเวลา

ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าวิเวก ไม่มีวิเวก ไม่มีความเป็นอิสระจากสิ่งรบกวนเหล่านี้ เมื่อมันไม่มีวิเวกในทางจิต ต่อเมื่อทำจิตให้เป็นสมาธิได้ ก็จะวิเวกทางจิต ศึกษากันบ้างเถอะ มีประโยชน์ที่สุดเรียกว่าสมาธิ สมาธิ แต่ขอให้มันถูกวิธี อย่าให้เป็นสมาธิผิด ใช้คำพูดลำบาก ยิ่งเป็นสมาธิที่ไม่จริงที่มาหลอกลวงกัน พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสไว้ละเอียดลออมากคือเรื่องอานาปานสติ เป็นสูตรสำเร็จสูตรหนึ่งเลย แต่เราจะไม่สนใจไม่รู้จักแม้แต่ชื่อ เมื่อใช้ลมหายใจแก้ปัญหาหมดทุกเรื่องที่จิตไม่เป็นสมาธิ ก็ใช้ลมหายใจเป็นอารมณ์ จนจิตเป็นสมาธิ จิตไม่มีความรู้ ก็ใช้ลมหายใจเป็นเครื่องพิจารณาหาความรู้ เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จิตยังยึดมั่นถือมั่นนั่นนี่ ใช้ลมหายใจเป็นเครื่องศึกษาหาความรู้ จนรู้เรื่องยึดมั่นถือมั่นแล้วปล่อยวาง นี่แบบสมาธิมีมากอย่างอย่างนี้ มากชั้น เป็นชั้นๆ อย่างนี้ ศึกษากันบ้าง หาหนังสือคู่มือมาเล่มหนึ่ง ซื้อกันไม่กี่บาทไม่กี่สตางค์ แต่ขอให้อ่าน ๑๐ เที่ยวเป็นอย่างน้อย พอได้ยินว่าอ่าน ๑๐ เที่ยวสั่นหัว เพราะเที่ยวเดียวก็ไม่เคยอ่านจบ อ่าน ๑๐ เที่ยวจนเข้าใจแจ่มแจ้งจนทะลุปรุโปร่งไม่มีเหลือ แล้วเอามาปฏิบัติทีละนิดๆ ตามที่เข้าใจแล้ว ยังต้องปฏิบัติทีละนิดๆ ให้มันเห็นแจ้ง เพียงแต่เข้าใจยังไม่พอ ช่วยไม่ได้ มันฝากอยู่กับความเข้าใจ คำนึงคำนวณแล้วก็เข้าใจไม่พอ ต้องปฏิบัติจนเห็นแจ้ง โอ้ มันเป็นอย่างนี้เอง

นี่คือผลของการปฏิบัติ เราได้ยินได้ฟังมาเป็นเรื่องเล่าเรียน เอามาคิดมานึกมาใคร่ครวญอยู่เป็นโยนิโสมนสิการ และปฏิบัติไปตามนั้น จนเห็นแจ้งอนิจจังเป็นอย่างไร ทุกขังเป็นอย่างไร อนัตตาเป็นอย่างไร กำลังครอบงำย่ำยีให้เราเป็นทุกข์เป็นร้อนอย่างไร จนเห็นชัด สูงสุดจนเห็นตัวกูของกู กูยอมไม่ได้ กูไม่ยอมเสียเปรียบ กูจะต้องอิจฉาริษยา กูจะต้องพลิกแพลงไปจนกว่าจะเหนือใครทั้งหมด

นี่พยายามทำความเข้าใจในเรื่องสมาธิ และปฏิบัติดูทีละนิดๆ อย่าท้อถอยเลย จะยกตัวอย่างคนที่ขี่รถจักรยานได้ กับคนที่ขี่ไม่ได้ ต่างกันกี่มากน้อย คนหนึ่งขี่รถจักรยานได้ ไปไหนไปได้ตามสบาย แล้วอีกคนขี่ไม่ได้ ต่างกันเท่าไร แต่ทีนี้ที่จะขี่รถจักรยานได้ มันต้องลงทุนเท่าใด ลงทุนเท่าไรกว่าจะขี่รถจักรยานได้ โดยการฝึก กว่าจะขี่ได้ต้องล้มกี่ครั้ง ถลอกปอกเปิกเป็นกี่ครั้ง ก็ต้องขี่กันกี่สิบครั้ง มันจึงจะขี่ได้ยืด ปล่อยมือยังได้ มันหัดกันมากอย่างนั้น ทำไมมันทำได้ เพราะมันรักที่จะทำ พอคิดจะทำกับจิตมันไม่ทำมันไม่รักที่จะทำ มันไม่เห็นผลมันไม่มีประโยชน์ที่จะทำนิพพาน ขี่รถจักรยานธรรมดายังต้องฝึกกันขนาดนี้ ยังล้มไม่รู้กี่ครั้ง ขี่รถจักรยานจิตมันยากกว่านั้นมาก แต่ถ้าขี่ได้มันวิเศษมากเหมือนกัน

ญาณบังคับจิตควบคุมจิตให้อยู่ในการควบคุม ให้มันยืดเหมือนเราขี่รถจักรยานเป็นเก่งแล้ว รถจักรยานอยู่ในการควบคุมของเรา จนกระทั่งปล่อยมือก็ขี่ได้สบาย ไม่ใช่อวดดี อาตมาก็ขี่ได้นะ ตอนเป็นฆราวาสชอบขี่จักรยานโดยไม่ต้องจับก็ทำได้ ใครๆ ก็ทำได้ ถ้าพยายามสักหน่อย มันต่างกันมากนะ คนที่ขี่รถจักรยานได้กับคนที่ขี่ไม่ได้ มันต่างกันมาก มันคุ้มค่าลงทุน ขอให้พยายามเถอะ ทำสมาธิ ขี่รถจักรยานจิตให้ได้ ให้ไปไหนหรือให้หยุดได้ตามต้องการ นี่เรียกว่าควบคุมจิตได้ เมื่อควบคุมจิตได้มันก็มีอารมณ์หยุดดิ้นรน หยุดดิ้นรนแล้วมันก็มีวิเวก วิเวก วิเวกในทางจิต จิตไม่วอกแวก จิตไม่ดิ้นรนโดยประการใด เรียกว่าสูงขึ้นมากว่าวิเวกในทางกาย วิเวกในทางกายก็ไม่ใช่เล็กน้อย มันก็มีความสุขในระดับหนึ่งทีเดียว แต่วิเวกในทางจิตมันยังสูงไปกว่านั้นอีก ขอให้เราสนใจ

dhita:

อันดับที่ ๓ วิเวกทางสติปัญญา วิปัสสนาปัญญา ความลับอยู่ที่ว่า ธรรมดาจิตมันยึดมั่นถือมั่น จิตมีอุปาทานยึดมั่นนั่นนี่โดยความเป็นตัวตนเป็นของตนอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่างจากสิ่งที่มันยึดมั่นถือมั่น ยึดมั่นสิ่งใดสิ่งนั้นแหละทำให้ไม่ว่าง ทำให้ไม่วิเวก มันกัดละ พอยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด สิ่งนั้นมันกัดละ ทำให้ยุ่งยาก ทำให้เป็นทุกข์ มีการยึดมั่นถือมั่นเป็นปกติไม่โดยตรงก็โดยอ้อม คือโดยสำนึก เต็มสำนึกก็มี ครึ่งสำนึกก็มี ใต้สำนึกก็มี มีแต่ความยึดมั่นถือมั่น บางทีฝันเป็นเรื่องยึดมั่นถือมั่นได้เป็นตุเป็นตะ มันยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ สิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นอยู่สิ่งนั้นแหละมันทำลายวิเวก ไม่ให้มีวิเวก พอปลดสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นทิ้งไปเสียได้ มันก็วิเวกทางวิญญาณ วิเวกทางสติปัญญา ทางจิตด้านลึก ไม่ใช่จิตธรรมดาอย่างที่ว่าในข้อที่ ๒ ก็มีวิเวกในทางสติปัญญา เรียกว่าอุปธิเวก

อุปธิวิเวก แปลว่า วิเวกจากการแบกถือของหนัก อุปธิแปลว่าของหนัก พอเราโยนของหนักทิ้งไปเสียได้มันก็วิเวกจากการแบกถือของหนัก ทีนี้มาดูสิของหนัก ของหนักนี้ไม่แสดงความหนัก มันไปหลงยินดียินร้ายจนไม่รู้ว่าหนัก มันหัวเราะร้องไห้จนไม่รู้ว่าหนัก มันหลอกกันถึงขนาดนี้

เรามีการแบกถือของหนักอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ตลอดเวลา บางทีก็แบกก้อนหินบางทีก็แบกเพชรพลอย บางทีก็ดีใจ บางทีก็เสียใจกันอยู่ด้วยเรื่องแบกของหนักกันอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่างคือไม่วิเวกจากการแบกของหนัก ขอให้วิเวกจากการแบกของหนักคือโยนทิ้งลงไปเสีย แล้วก็ไม่เอาอะไรขึ้นมาถือไว้อีก พระอริยเจ้าท่านเป็นอย่างนี้

สลัดทิ้งของหนักลงไปเสียได้ นิขิตปิตวา ครุง ภารัง ไม่หยิบของหนักอื่นมาถือไว้อีก อัญญัง ภารัง อนาทิยะ ไม่ถือของหนัก ไม่แบกของหนัก มันว่างจากของหนัก มันวิเวกจากการแบกเฉยของหนัก ก็ดูเราถือของหนักอะไรอยู่ อะไรที่ทำให้ความรู้สึกเป็นตัวตนเป็นของตน นี่เป็นของหนักทั้งนั้น บางทีแบกเฉยยังไม่รู้ว่าแบก นี่ก็ไม่รู้สึกว่าได้แบกถือของหนัก ถ้าเป็นของหนักที่ถูกใจ สมัครแบกไปเลย ได้ของรักของพอใจ แบกไปเลย ทูนหัวก็ได้ ไม่ว่างจากการแบกถือของหนัก

ต้องมีสติปัญญา ต้องมีวิปัสสนาว่า นี่เป็นของหนัก เอามาถือเอามาทูนไว้ด้วยความโง่ ไม่รู้ว่ามันเป็นของหนัก มีแต่ดิ้นรนอยู่ด้วยของหนัก แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เพราะไม่ได้รู้ว่านี่เพราะแบกสิ่งนี้ เพราะแบกถือสิ่งนี้ ให้ศึกษาเรื่อง ของหนักที่เอามาถืออยู่ แบกอยู่ ทูนอยู่ ดูไปที่สิ่งนั้นแหละ ให้เห็นว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างไร จะเห็นว่าสิ่งที่มันถือไว้แบกไว้เป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา เราก็ยังเอามาถือเอามายึดถืออยู่ ยึดมั่นถือมั่นไว้ได้และมันก็ได้หนัก บางอย่างก็ไม่รู้สึกชัดๆ มันซ่อนเร้น บางอย่างก็ตรงๆ ก็พอจะสลัดออกไปได้ง่ายๆ แต่ถ้ามันซ่อนเร้นแล้วก็ถือโดยไม่ต้องรู้สึก ทั้งหลับทั้งตื่นทั้งวันทั้งคืน มีจิตใจยึดมั่นถือมั่น ปรุงแต่งเป็นความยึดมั่นถือมั่นอยู่ไม่รู้วาง ไม่รู้ขาดตอน เรียกว่าไม่ว่าง หรือไม่วิเวกจากการแบกของหนัก

พวกหนึ่งวิเวกจากวัตถุ หรืออะไรที่มันเบียดเบียนทางกาย ที่สองไม่ว่างจากสิ่งที่เบียดเบียนจิต คือไม่ว่างจากนิวรณ์ สิ่งที่สามไม่ว่างจากอุปาทาน ก็เลยเป็นของหนัก มีชีวิตอยู่ด้วยของหนัก ปลงอุปาทานลงเสียจะว่างหรือวิเวกจากของหนัก นี่ต้องใช้วิปัสสนา

วิเวกทางกายมีศีลมีธุดงค์ ก็กำจัดไปได้ วิเวกทางจิต มีสมาธิ มีสมาบัติก็กำจัดไปได้ วิเวกทางปัญญา ทางอุปธิ ต้องมีวิปัสสนาเห็นแจ้ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อนัตตานี่ช่วยได้ ถ้าหมดอนัตตาแล้วก็หมดสิ่งรบกวนไม่มีอะไรรบกวนให้วุ่นวาย ว่างจากตัวกู ว่างจากอัตตา วิเวกอย่างยิ่ง

ที่มันไม่วิเวก ที่มันดิ้นรน มันคือตัวกู ถ้ามันว่างจากตัวกูเสีย ก็ไม่มีอะไรจะดิ้นรน มันจึงเป็นวิเวกโดยแท้จริง คือว่างจากตัวตน ไม่มีตัวตน มีแต่วุ่น ไม่มีตัวตนจะวุ่น พอรู้สึกว่าตัวตน ว่าตัวตนนี่มันวุ่น มันวุ่นเป็นตอนๆ ไปเลย มีความรู้สึกเป็นตัวตนเป็นของตน มันก็เกิดเป็นกิเลสประเภทโลภะ ราคะ โทสะ โมหะ เกิดกิเลส พอเกิดกิเลสก็วุ่นต่อไปจนเกิดทุกข์ ทรมานอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ว่าเป็นยินดี ยินร้าย

ยินดี มันก็วุ่นไปตามแบบยินดี ยินร้ายมันก็วุ่นไปตามแบบยินร้าย บุญก็วุ่นไปตามแบบบุญ บาปก็วุ่นไปตามแบบบาป กุศลก็วุ่นไปตามแบบกุศล อกุศลก็วุ่นไปตามแบบอกุศล ต้องอยู่เหนือนั้นพ้นนั้นค่อยไปเกิดเป็นนิพพาน จึงจะไม่วุ่นเลย

ถ้ามันเป็นคู่ตรงกันข้าม เรียกว่าเป็นบวกหรือเป็นลบก็ตามใจ มันยังวุ่น บวกวุ่นก็แบบบวก ลบก็วุ่นแบบลบ วุ่นทั้งแบบบวกแบบลบ หัวเราะก็วุ่นแบบหัวเราะ ร้องไห้ก็วุ่นแบบร้องไห้ ดีใจก็วุ่นตามแบบดีใจ เสียใจก็วุ่นไปตามแบบเสียใจ อย่าเข้าใจว่าดีใจนั้นไม่วุ่น ดีใจมั่นวุ่นอย่างละเอียดอย่างลึกซึ้ง วุ่นขนาดนอนไม่หลับ กินข้าวไม่ได้ ถ้าดีใจมันมากเกิน อย่าไปหลงกับมัน

ที่จะว่างอย่างแท้จริง ก็ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ ไม่รู้สึกได้ ไม่รู้สึกเสีย ไม่หัวเราะ ไม่ร้องไห้ ไม่บุญ ไม่บาป ไม่สุข ไม่ทุกข์ ว่าง วิเวกเหลือประมาณแล้ว ถ้าวิเวกปราศไป ขึ้นชื่อบุญ ยึดถือไว้ด้วยความเป็นคู่ๆ ดีชั่ว บุญบาป สุขทุกข์ ได้เสีย แพ้ชนะ ไม่รู้กี่คู่ มันเป็นคู่ๆ อย่างนี้ทุกคู่ เบียดเบียนให้ ไม่มีความสงบ

ขอท่านทั้งหลายจงได้รู้จักวิเวกที่สุด วิเวกสุดท้าย วิเวกจากการแบกของหนัก ไม่มีของหนักที่เอามาแบกอยู่ วิเวกจากของหนักอย่างนี้เป็นวิเวกอันสุดท้าย อะไรปรุงแต่งไม่ได้ กิเลสไม่รบกวน ความทุกข์ก็ไม่มี ว่างจากตัวกู ถ้าทำได้ว่างจากตัวกูแล้ว ก็วิเวกไปหมดทั้งโลก ทั้งจักรวาล ไม่มีตรงไหนที่จะทำให้วุ่นวาย ไปนั่งอยู่กลางโรงละครก็ว่าง ไปนั่งอยู่ในอึกทึกครึกโครมของเครื่องจักรของโรงงานอุตสาหกรรมก็ว่าง มันก็เป็นวิเวกได้ในทุกหนทุกแห่ง ไม่ต้องไปหาที่เลือกที่อะไรกันที่ไหน ถ้ามันว่างจากตัวกูข้างใน ว่างจากตัวกูของกู ไม่เกิดตัวกูของกูขึ้นมารบกวนจิต

วิเวกมี ๓ อย่าง ๓ ชนิดอย่างนี้ ทางกาย มีศีล มีธุดงค์ก็กำจัดได้ กำจัดความวุ่นวายได้ ว่างทางจิตมีสมาธิ ว่างทางจิต ว่างทางสติปัญญาก็มีปัญญาปล่อยวางอุปาทาน ละอุปาทานได้ก็ว่างได้ เมื่อว่างได้ทั้ง ๓ อย่างแล้วมันก็เหลือแต่วิเวกมันแสนสุดจะวิเวก เป็นอันวิเวกสูงสุดของชีวิตมนุษย์เรา

dhita:

มันไม่สำเร็จด้วยพิธีรีตอง จะรดน้ำมนต์หรือจะแขวนพระเครื่องหรือจะทำอะไร พิธีรีตองอย่างไหนๆ ก็ไม่อาจจะให้เกิดวิเวกหรือความว่างได้ นอกจากจะทำให้มันถูกวิธี วิธีของธรรมะ ที่จะทำให้เกิดความว่างหรือวิเวก

“พิธี” ใช้ไม่ได้ แต่ “วิธี” ใช้ได้ พิธีมันไปด้วยความงมงาย ด้วยความไม่รู้ มันเป็นไสยศาสตร์เสียโดยมาก “พิธี” พึ่งไม่ได้ แต่ “วิธี” เป็นเทคนิคที่ถูกต้อง พึ่งได้ มีวิธีแสวงหา วิธีที่ถูกต้องมาใช้ให้เพียงพอ เราก็จะมีวิเวกได้ กระทั่งจะมีวิเวกได้แม้ที่กลางโรงละคร วิเวกอยู่ท่ามเครื่องจักรอุตสาหกรรมอันแสนอึกทึกครึกโครม “วิธี”เท่านั้นที่มันจะช่วยได้ “พิธี” มันช่วยไม่ได้

เมื่อไม่รู้จักก็ต้องอยู่กับความยุ่งความวุ่นวาย ความดิ้นรนจนชินเป็นนิสัยไปเอง ไม่เคยรู้สึกสำนึกว่าที่วิเวกนั้นมีอยู่ สุนัขขี้เรื้อนไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ตรงไหนที่จะไม่ต้องเกา มันไม่รู้ที่ที่จะไม่ต้องเกา นี่สุนัขขี้เรื้อน มันก็ไม่มีที่หยุดที่สงบหรือที่วิเวก ต้องเป็นสุนัขที่หายแล้ว หรือใครช่วยมันหน่อย มันจะรู้จักที่ที่ไม่ต้องเกา

พระพุทธเจ้าท่านช่วยโปรดสัตว์ทั้งหลายที่ไม่รู้จักวิเวก ที่เป็นสุนัขขี้เรื้อนกันอยู่โดยมาก ตรงนี้สิทำอย่างนี้สิ ได้กายวิเวก ทำอย่างนี้สิได้จิตตวิเวก อย่างนี้สิได้อุปธิวิเวก เราจึงได้พบสิ่งที่เรียกว่าวิเวก

ขอให้ท่านทั้งหลายฟังดูให้ดีและคิดดูให้ดี คิดด้วยจิตใจที่เป็นธรรม หัวข้อที่อาตมากล่าวว่าวิเวกที่ท่านยังไม่รู้จัก เท่ากับดูถูกท่านทั้งหลายว่ายังไม่รู้จัก ดูถูกหรือไม่ดูถูกก็ดูเอาเอง ถ้าท่านรู้จักแล้วมันก็ไม่ใช่ดูถูก แต่ถ้าท่านยังไม่รู้จักจริงๆ มันก็คือดูถูก ขอเปลื้องความดูถูกออกไปเสียให้หมดคือรู้จักมันเสีย รู้จักวิเวกให้ถูกต้อง ให้ตรงตามที่เป็นจริงว่ามันเป็นอย่างไร

โลกนี้มันยังไม่มีวิเวก และมันบ้ากันหนักขึ้นไปอีก ตั้งระบบอุตสาหกรรมขึ้นมาผลิตสิ่งที่ยั่วให้ไม่วิเวก สิ่งที่ผลิตออกมาจากระบบอุตสาหกรรมนี่สนองกิเลสทั้งนั้น มันไม่จำเป็น ไม่เจอพระนิพพานทั้งนั้น มันไม่มีวิเวก

แต่มนุษย์จะพอใจที่จะเจริญจะก้าวหน้าทางระบบอุตสาหกรรม สรรเสริญเยินยอแข่งขันกันทั้งโลก มันเจริญโดยระบบอุตสาหกรรม จะเป็นเรื่องทางวัตถุทั้งนั้น ไม่มีเรื่องทางจิตทางวิญญาณ ไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมไหน สอนเรื่องจิตทางวิญญาณ ทำจิตให้สงบ มีแต่เรื่องผลิตวัตถุสวยงามมีเสน่ห์ออกมายั่วยวนให้มันหลงใหลไปมากขึ้น

น่าสงสารวัยรุ่นของเราทั้งหญิงทั้งชาย ตกเป็นเหยื่อของสิ่งล่อหลอกยั่วยวนเหล่านี้ แล้วก็หลงใหลกันไป เรื่องมันจึงเกิดมากขึ้นๆ เรื่องลำบากยุ่งยากเกิดมากขึ้น อันตรายกับตัวเองก็มากขึ้น บิดามารดาก็น้ำตาตกมากขึ้น เพราะลูกวัยรุ่นไปหลงใหลสิ่งยั่วยวนของระบบอุตสาหกรรม ให้เขาศึกษาเรื่องวิเวก ให้ลูกหลานของเราศึกษาเรื่องวิเวก แล้วเขาก็จะไม่โง่ ไม่ไปหลงใหลในระบบยั่วยวนของสิ่งยั่วยวนที่อุตสาหกรรมผลิตออกมา อย่างนี้มีใช้แล้ว พอของใหม่ออกมาดีกว่าสวยกว่าก็ซื้ออีก มันเป็นเรื่องที่ไม่มีที่รู้จักสิ้นสุด ถึงพ่อของมันก็ดี มีรถยนต์อย่างนี้ใช้แล้ว พออย่างใหม่ออกมาก็ซื้อใหม่ ก็เลยซื้อกันเป็นราคาล้าน บ้านเรือนก็เหมือนกัน อย่างนี้พออยู่ได้ ก็สร้างใหม่อีกแล้ว ไม่อยู่บ้านราคาล้าน ล้านไม่พอก็หลายล้านก็ผ่อนกับเทวดา มันก็ยิ่งวุ่นวายมากขึ้น ไม่มีวิเวก ไม่มีความสงบ

มองดูสิ่งเหล่านี้เถิด จะเห็นโทษว่ามันยุ่งไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งเจริญมันยิ่งยุ่ง ยิ่งเจริญทางวัตถุมันก็ยิ่งยุ่ง ถ้ายิ่งเจริญทางธรรมะแล้วก็ยิ่งสงบเย็น ยิ่งเจริญทางวัตถุมันยิ่งยุ่ง มันไม่ยุ่งเปล่านะ มันส่งเสริมความเห็นแก่ตัวนะ คือส่งเสริมกิเลส พอกิเลสมันขึ้นสูงสุดมันก็ฆ่ากันวินาศ ความเจริญทางวัตถุถ้าควบคุมไว้ไม่ได้โลกก็วินาศ เพราะความเจริญทางวัตถุมันส่งเสริมความเห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ตัวส่งเสริมกิเลส กิเลสสูงสุดมันก็ฆ่ากันวินาศ ไม่มีวิเวกเหลือสักนิดหนึ่ง

เอาละเป็นอันว่ามารู้จักโลกทั้งโลกว่ายังมีวิเวก ขอให้สนใจเรื่องวิเวก ให้ได้กายวิเวกทางกาย จิตตวิเวกทางจิต ให้ได้อุปธิวิเวกทางสติปัญญา โลกนี้ก็จะมีวิเวก มีความสงบเยือกเย็นเป็นสุข เป็นโลกของมนุษย์ที่ถูกต้อง เดี๋ยวนี้โลกมันยิ่งวุ่นวาย พวกลิงมันหัวเราะ พวกคนป่ามันหัวเราะ นี่ก็ไม่รู้จักว่าถูกหัวเราะและก็ไม่ละอาย เพราะเหมือนๆ กันไปหมด พูดเรื่องวิเวก ก็เพื่อประโยชน์อย่างนี้ ว่าเรายังไม่ได้รับ เรายังไม่มี

ขอให้เราพยายามกันอย่างยิ่งที่จะศึกษาเรื่องนี้ เข้าใจเรื่องนี้ และดึงให้มันมี ค่อยๆ มีไปตามลำดับ มีกายวิเวก ทางกาย ทางวัตถุ มีจิตตวิเวก วิเวกทางระบบจิต อุปธิวิเวก วิเวกทางสติปัญญาอันสูง วิมุตติ เพราะวิเวกอันสุดท้ายคือนิพพาน จบที่นิพพาน

วิเวกกับนิพพานในที่นี้เป็นของสิ่งเดียวกัน คือหยุดไม่ปรุงแต่ง สงบเย็น เป็นวิสังขาร ไม่มีอะไรปรุงแต่งได้ เป็นอตัมมยตา คือคงที่ คงที่ ไม่มีอะไรมาปรุงแต่งได้ เรื่องก็จบ เป็นพระอรหันต์บรรลุนิพพาน

นี่คือวิเวกที่ท่านยังไม่รู้จักใช่มั้ย ถ้าท่านรู้จักก็ขอโทษ ล่วงเกินว่าไม่รู้จัก แต่ถ้าไม่รู้จักก็ช่วยกันรู้จักเถอะ รู้จักวิเวก พยายามรู้จักวิเวก ให้มีวิเวกให้อยู่ด้วยวิเวก มันจะได้สงบเย็น สงบเย็น ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา

คำบรรยายสมควรแก่เวลา ขอยุติการบรรยายเป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลายสวดบทพระธรรม ธรรมสาธยาย มีใจความส่งเสริมให้เกิดกำลังใจ กล้าหาญ พากเพียรพอใจในการที่จะปฏิบัติธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้าให้สำเร็จประโยชน์ยิ่งๆ ขึ้นไปทุกๆ ระดับสืบต่อไป ณ กาลบัดนี้

คอนโดแบริ่ง

คอนโดแบริ่ง เป็นคอนโดตลาดน้องใหม่ที่กำลังมาแรงอยู่ช่วงนี้หลังจากที่รถไฟฟ้าสถานีแบริ่งสร้างเสร็จ คอนโดย่านนี้ก็คึกคักขึ้นมาทันที สำหรับตัวผู้เขียนเองก็แอบไปซื้อกับเขาไว้ห้องนึงเหมือนกัน แต่ตอนนี้ยังสร้างไม่เสร็จเลย คาดว่าจะสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่เดือนสิงหาคมปี 2556 นี้ล่ะ เรามาดูบริษัทที่เขาสร้างคอนโดย่านแบริ่งกันเลยดีกว่าค่ะว่ามีที่ไหนบ้างแล้วโครงการไหนที่น่าสนใจบ้าง

บริษัทออริจิ้น พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด http://www.origin.co.th/th/home/

ถึงแม้บริษัทนี้จะเป็นบริษัทน้องใหม่มากๆในการสร้างคอนโดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่บริษัทนี้ก็ไม่เคยทำให้ลูกบ้านผิดหวัง คอนโดที่สร้างเสร็จไปแล้วออกมาดูดี สวยโดนใจ มากๆ คอนโดของบริษัทนี้ช่วงแรกจะเน้นการออกแบบคอนโดแนววินเทจ อารมณ์สไตล์ยุโรป แต่ตอนนี้เห็นมีแนว bloft แล้วเรามาดูคอนโดของโครงการนี้กันดีกว่าค่ะว่ามีคอนโดไหนบ้างที่กำลังสร้าง

Kensington คอนโด – Luxury Vintage Living  จะสร้างเสร็จพร้อมอยู่ ปี 2556

kensingtonคอนโด

kensingtonคอนโด

คอนโดนี้ตั้งอยู่ที่ Sukhumvit 107 BTS Bearing ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ http://www.kensington-condo.com/home.php

Notthing Hill คอนโด – Chic.Romance.Vintage จะสร้างเสร็จพร้อมอยู่ปี 2556

nottinghillคอนโด

คอนโดนี้ตั้งอยู่ที่ Sukhumvit 107 BTS Bearing ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ http://www.nottinghillcondo.com/home/

KnightsBridge คอนโด – Charming.Arty.Vintage คอนโดโครงการใหม่ยังไม่ก่อสร้าง

KnightsBridge-คอนโด

KnightsBridge-คอนโด

คอนโดนี้ตั้งอยู่ที่ Sukhumvit 107 BTS Bearing ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ www.knbcondo.com

บริษัทแสนสิริ มือโปรด้านคอนโดและที่อยู่อาศัย แต่ราคาก้อออกตัวแรงเสมอ

Dcondoแบริ่ง

Dcondoแบริ่ง

คอนโดแบริ่งที่แสนสิริมาเปิดตัวนี้เป็นโครงการ Dcondo ตั้งอยู่ที่ Sukhumvit 109 BTS Bearing ด้วยคอนเซ็บง่ายๆ Have a Good Day

Dcondo ของแสนสิริเป็นคอนโดสูง 8 ชั้น การออกแบบห้องก้อดูโล่ง โปร่งสบาย น่าอยู่ดี คอนโดนี้ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างแต่สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.sansiri.com/condominium/dcondo_sukhumvit109/th/gallery.aspx

 

จะเลือกสีทาบ้านยี้ห้อไหนดี

สำหรับสีทาบ้านแล้วนั้นมีให้เลือกหลายยี้ห้อมากๆจนเลือกใช้ไม่ถูกเลยทีเดียว ก่อนที่เราจะเลือกสีทาบ้านนั้นเราต้องดูก่อนเลยว่าเราจะทาภายนอกหรือทาภายใน เพราะสีที่ทาภายนอกกับทาภายในจะมีคุณลักษณะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

วิธีเลือกสีทาบ้านให้ได้สีที่สวยและอายุการใช้งานที่คงทนมีขั้นตอนง่ายๆดังนี้

สีภายในคุณภาพพิเศษ (Premium Grade) ที่เดิมที่มีคุณสมบัติเด่นแตกต่างจากสีภายในธรรมดาทั่วไป อาทิ
• Anti-bacteria ป้องกันและยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย
• Low V.O.C. สารระเหยต่ำ
• Washable เช็ดล้างทำความสะอาดง่าย
• No Lead & No Mercury ปราศจากสารตะกั่วและปรอท

สีในกลุ่มนี้ มีผลิต/จำหน่ายมานานนับ 10ปีแล้ว อาทิ
Nippon Paint : Health Care (ที่บ้านผู้เขียนใช้สีตัวนี้อยู่ สีสวยไม่มีกลิ่นเหม็นเลยแม้แต่นิดเดียว)
TOA : SuperShield DuraClean
Beger : Ceramic Clean
Captain : ParaShield Freshiclean
Jotun : Majestic Optima
ICI : Dulux EasyCare
(มีให้เลือกทั้งฟิล์มสีเนียน/เงาเล็กน้อย และกึ่งเงาให้เลือกใช้)

สีทาบ้าน

สีทาบ้าน

แต่ เมือมีมีนวัตกรรมในการฟอกอากาศ ขจัดสาร “ฟอร์มัลดีไฮด์” ซึ่งมีผลต่อคุณภาพอากาศในอาคาร โดยเฉพาะอาคารใหม่ (ซึ่งทางวิทยาศาสตร์ ชี้ชัดว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ของการระคายเคืองตา ทางเดินหายใจ และระคายเคืองผิวหนัง) สารนี้ได้ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางกับวัสดุก่อสร้างและสิ่งตกแต่งภายใน วัสดุที่เป็นแหล่งที่มาของฟอร์มัลดีไฮด์ที่สำคัญได้แก่ ไม้อัดและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้อัด โฟมที่ใช้ทำฉนวนกันความร้อน ผลิตภัณฑ์กระดาษไฟเบอร์กลาส ผ้าม่านและพรมปูพื้น ฟอร์มัลดีไฮด์ยังใช้เป็นส่วนผสมของสารเคลือบผิวเฟอร์นิเจอร์และโต๊ะตู้ต่างๆ รวมทั้งพื้นผนังที่ทำด้วยไม้

“ฟอร์มาลีน-ฟอร์มัลดีไฮด์” ทั้งสองตัวนี้ในทางเคมีคือสารตัวเดียวกัน เพียงแต่ว่าเมื่ออยู่ในรูปของสารละลายจะเรียกว่า “ฟอร์มาลีน” ซึ่งเป็นชื่อที่เราคุ้น ๆ กันดีก็คือน้ำยาดองศพนั่นเอง ส่วน “ฟอร์มัลดีไฮด์” มีสถานะเป็นก๊าซที่อุณหะภูมิปกติ มีกลิ่นฉุนแสบจมูก ส่วนมากที่จำหน่ายกันอยู่ทั่วไปอยู่ในรูปของสารละลายน้ำภายใต้ชื่อน้ำยาฟอร์ มาลีน

ซึ่งเมื่อ 1-2ปี ที่ผ่านมาวงการสีเพิ่งมีการทำตลาดออกมา 2-3 ยี่ห้อ และมีคุณสบบัติเสริม
• Absorbs Formaldehyde & Refreshes The Air กำจัดสารพิษ ฟอร์มัลดีไฮด์และทำให้อากาศสดชื่น
• Near Zero V.O.C. & Odour กลิ่นอ่อนไม่รบกวนกับทุกคนในบ้าน
• Anti-Bacteria ป้องกันชเอแบคทีเรีย
• Superior Washability & Scrub Resistance เช็ดล้างทำความสะอาดได้ดีเยี่ยม
• Environmentally Friendly เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สีในกลุ่มนี้ มีอาทิ
Nippon Paint : Odour-less Air Care
TOA : SuperShield DuraClean Oxygen Plus
Beger : BegerShield Photo Clen
(จำได้ว่ามีให้เลือกเฉพาะฟิล์มสีเนียน/เงาเล็กน้อย)

สีทาภายนอก

  1. แบ่งตามคุณภาพสีตอนนี้มันแบ่งกันอ่ะ 5ปี 7ปี 10ปี 15ปี ส่วนเรื่องราคาก้ตามอายุการใช้งาน
    สำหรับสีเกรด 15 ปี เท่าที่รู้ตอนนี้มี BeberCoolUVShield กับ TOA Super Shield สำหรับสีอันนี้เป็นสีเกรด15 ปี
  2. การเลือกใช้/เลือกซื้อสี ควรมีเวลาศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์ของแต่ละยี่ห้อ จะพบว่าแต่ละยี่ห้ออาจจะมีนวัตกรรมใหม่ๆที่มาเสริม/เพิ่มคุณภาพให้พิจารณาตัดสินใจเลือกซื้อ/เลือกใช้ โดยเฉพาะสีเกรดคุณภาพสูง ควรใช้เวลารวบรวมข้อมูล/สอบถามเจ้าหน้าที่(PC)ที่ประจำอยู่ในห้างประเภท Modern Trade (HomePro/บุญถาวร/HomeWork) แรกๆคุณอาจจะสับสนบ้างเพราะแต่ละยี่ห้อ ก็จะดูว่าดีไปหมด แต่หากกลับมาพิจารณาที่บ้านอีกที ก็จะเหลือเพียง 1-2 ยี่ห้อ(ในใจ)สีภายนอกคุณภาพพิเศษ(Premium Grade)และเป็นสีรุ่นใหม่(วางจำหน่ายไม่เกิน 5ปี) กลุ่มนี้นอกจากจะคงทนนานกว่า 10ปีแล้ว จะมีนวัตกรรมใหม่ๆเสริมในเนื้อสีทั้งคล้าย/แตกต่างกันไปให้เลือกใช้ ราคาก็ตกประมาณ 3,000กว่า-เกือบ4,000 บาท/ถัง(5กล.) หรือ18.9ลิตร อาทิ
    I C I : Dulux WeatherShield Hydrofresh
    Captain : Super Silicone
    Pammastic : Dirt Shield
    Jotun : JotaShield Extreme
    Beger : BegerCool UV Shield (ยี่ห้อนี้ขนาดบรรจุ 15 ลิตร)

    สีภายนอกคุณภาพพิเศษ(Premium Grade)และเป็นที่นิยมมาต่อเนื่องมากว่า 10-30ปี สีกลุ่มนี้ราคาตกประมาณ 3,000-3,000กว่าๆ บาท/ถัง(5กล.) หรือ18.9ลิตร อาทิ
    I C I : Dulux WeatherShield Ultima
    T O A : SuperShield Titanium
    Captain : ParaShield Oxylink
    Pammastic : Pammacrylic Shield
    Jotun : JotaShield
    Beger : BegerShield WeatherGuard

    สีภายนอกคุณภาพสูง(High Qulity) สีกลุ่มนี้ราคาตกประมาณ 2,000แก่-3,000 บาท/ถัง(5กล.) หรือ18.9ลิตร อาทิ
    I C I : Dulux Pentalite
    T O A : Shield 1
    Captain : Shield Plus
    Pammastic : PermoShield NanoGuard
    Jotun : JotaTough Hi-Shield
    Beger : Synotex Shield

    ส่วนสีภายนอกคุณภาพปานกลาง(Medium Grade) ก็คือสีที่ จขกท.(CJENG) พูดถึงคือ Supercote, สีกลุ่มนี้ตกราคาประมาณ 2,000-2,000กลางๆ/ถัง(5กล.) หรือ18.9ลิตร อาทิ
    I C I : Supercote
    T O A : 4 Seasons
    Captain : Longlife
    Pammastic : ExtraPam
    Beger : BegerCool All Seasons

    อย่างไรก็ตามคุณภาพงานสียังขึ้นอยู่การการทาถึง 50%
    พื้นผิวต้องแห้งสะอาด ปราศจากฝุ่น/คราบไข และทาสีรองพื้นตามรุ่นที่ผู้ผลิต/จำหน่าย แนะนำคู่กับสีทับหน้าเสมอ
    การทาสีต้องปฏิบัติการข้อกำหนด/ข้อแนะนำของผู้ผลิตสี อย่างเคร่งครัด (ดู-อ่านศึกษาได้จากปกหลัง Catalogue หรือข้างถังสีก็ได้)

    หากเลือกสีตาม Grade ข้างต้น และปฏิบัติการทาสีได้ตามมาตรฐาน
    Premium Grade จะมีอายุสีไม่น้อย 10ปี (มีให้เลือกทั้งฟิล์มสีเนียนและกึ่งเงาให้เลือกใช้)
    High Qulity Grade จะมีอายุสีไม่น้อย 8ปี (ส่วนใหญ่จะเป็นฟิล์มสีด้าน)
    Medium Grade จะมีอายุสีไม่น้อย 5ปี (ส่วนใหญ่จะเป็นฟิล์มสีด้าน)

สำหรับบ้านที่สร้างเสร็จใหม่ๆแล้วรอการลงสีบ้านแต่ไม่รู้ว่าจะใช้สีบ้านสีไหนดีถึงจะสวยถูกใจเราลองใช้บริการของเว็บนี้ดูนะค่ะ

เวบ ICI: http://www.dulux.co.th/contact-us/colour-design-sevices.jsp

เวบ TOA: http://www.toagroup.com/ideacolor/th/index.asp

หาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องสีทาบ้านได้ที่นี่ http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=baiplu-lifestyle&month=08-2012&group=2

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก : home2all.com และ pantip.com

แต่งห้องนอนโทนขาวครีมต้อนรับฤดูหนาว

ฤดูหนาวเมืองไทยปีนี้อากาศเย็นๆ สบายๆ ทำให้นึกถึงเตียงนอนนุ่มๆ ผ้านวมผืนหนาๆที่ให้ความอบอุ่น ในห้องนอนสีขาวออกครีม คงจะทำให้เราไม่อยากจะตื่นลุกออกจากห้องนอนเลยทีเดียว แล้วเราควรจะจัดห้องนอนให้เป็นสีขาวครีมที่น่าอยู่ได้อย่างไร ไม่ยากเลยค่ะ วันนี้เรามีภาพห้องนอนสีขาวครีมมาฝากเพื่อนๆกันหลายภาพเลยค่ะ แต่ละห้องนอนแต่งห้องได้โดนใจเรามากๆ จนจินตนาการไปว่าอยากจะยกห้องนอนในภาพมาวางไว้ที่บ้านของตัวเองจังเลย ^^ ถ้าเป็นได้อย่างที่คิดคงจะดี รูปภาพห้องนอนสวยๆนี้ก้อได้มาจากเว็บนี้เลยค่ะ http://www.pinterest.com

ห้องนอนวินเทจ

ห้องนอนวินเทจ

ห้องนอนแนววินเทจ

ห้องนอนแนววินเทจ

ห้องนอนสีขาว

ห้องนอนสีขาว

ห้องนอนสีขาวออกแนวเจ้าหญิง

ห้องนอนสีขาวออกแนวเจ้าหญิง

ห้องนอนสีขาวสวยจัดเป็นระเบียบเรียบร้อย

ห้องนอนสีขาวสวยจัดเป็นระเบียบเรียบร้อย

ห้องนอนสีขาวนวล

ห้องนอนสีขาวนวล

ห้องนอนโมเดิลสีขาว

ห้องนอนโมเดิลสีขาว

 

ลายมือแบบไหนจะมีโชคมีลาภมีแต่ความโชคดี

พูดถึงเรื่องวิชาลายมือถ้าดูกันเป็นแล้ว ก็สามารถจะคาดเดาเหตุการณ์ในอนาคตได้ อย่างน้อยๆลายมือก็สามารถที่จะเป็นเข็มทิศชีวิตให้เราพอรู้ตัวได้ว่าเราควรจะทำอย่างไร หรือไม่ควรจะทำอย่างไรเพื่อจะได้ผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ แต่วันนี้สนใจแต่เพียงว่าเส้นแบบไหน หรือสัญญาลักษณ์แบบไหนบนฝ่ามือ เมื่อเกิดขึ้นบนฝ่ามือเราแล้วจะทำให้เรามีโชค มีลาภก้อนใหญ่ๆกับเขาบ้าง วันนี้เราขอเก็บบทความลายมือจากเว็บไซต์อื่นมาฝากกันนะค่ะ เป็นบทความที่น่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับเพื่อนๆที่ชอบดูลายมือ

ลายมือมีโชคลาภ – เรียนลายมือ กับ ต้อย ตุลา

วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม 2555 เวลา 00:00 น.

การเสี่ยงโชคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเล่นหุ้น การเสี่ยงทางลอตเตอรี่ หรือแม้แต่การเสี่ยงในรูปแบบต่าง ๆ ต้องประกอบด้วยเส้นดังต่อไปนี้

หมายเลข ๑-๑

เส้นอาทิตย์ยาวจากโคนฝ่ามือถึงเนินนิ้วนาง บ่งบอกถึงการมีโชคดี ฐานะร่ำรวย

หมายเลข ๒-๒

เส้นเป็นโดมมาจากเส้นหัวใจ หมายถึง การเงิน มีคนคอยช่วยเหลืออยู่เสมอ มีความมั่นคงแน่นอน

หมายเลข ๓-๓

เส้นสำเร็จที่ขึ้นจากเส้นชีวิต จะมีโชคและความสำเร็จ ดูว่าเป็นเส้นเล็ก ๆ ขึ้นใหม่ ๆ

หมายเลข ๔-๔

เส้นพุธมาจากเส้นหัวใจตรงขึ้นไปจะแสดงถึงการเสี่ยงโชคมีลาภบ่อย ๆ การเงินมั่นคงมีอยู่เสมอไม่ขาด

หมายเลข ๕-๕

เส้นอิทธิพลมาจากเนินจันทร์พุ่งไปชนเส้นอาทิตย์ บ่งบอกถึงการเป็นคนโชคดี มีผู้อุปถัมภ์อยู่เสมอ

ความหมายลายเส้นยังมีอีกมากจะได้นำมาให้ศึกษาต่อไป.

ต้อย ตุลา

ที่มา http://www.dailynews.co.th/article/1291/113968

ลายมือของคุณจะถูกหวยรางวัลที่ 1 หรือไม่

ข่าวแม่ค้าถูกรางวัลที่ 1 เริ่มลือกว้างไปเรื่อยจากตลาดปากซอยวิภาวดี 64 ลือข้ามไปถึงตลาดบางบัวซอย 60 ของวิภาวดี โดยเฉพาะกลุ่มคนขายสลากกินแบ่งฯ เที่ยวโม้เที่ยวฝอยไปเรื่อย ไม่นานลูกสาวก็มาบอกว่า พ่อๆ ไปถ่ายมือคนถูกรางวัลที่ 1 กัน ลูกรู้แล้วว่าเป็นคนไหน พอผมได้ยินเท่านั้น คว้ากล้องไปทันที แล้วก็ได้ภาพมือมาสมใจอยาก

เพราะคนเราที่จะโชคดีถูกรางวัลที่ 1 นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ประมาณว่า 10 ล้านคนจะมีสักคนหนึ่ง เมื่อสิบกว่าปีก่อน ที่ตลาดบางบัวก็เคยมีแม่ค้าถูกรางวัลที่ 1 เช่นกัน ถูก 2 ใบได้ไป 6 ล้าน สบายไปเลย แต่ทุกวันนี้ก็ยังเห็นเธออยู่ที่หมู่บ้านบางบัว เรียกว่าไม่ได้ย้ายไปไหนและภาพมือของเธอ ก็ได้ลงเขียนที่ คมชัดลึก ไปแล้ว

เราไปดูมือของแม่ค้าโชคดีรายนี้กันว่ามีเครื่องหมายอะไรที่พิเศษกว่าชาวบ้าน ทั่วไป จะเห็นว่าเป็นมือที่มีฝ่ามือหนา เนื้อเนินจึงแน่นไปทั้งมือ เส้นต่างๆ บนฝ่ามือมีน้อยมาก โดยเฉพาะที่มือขวา มีแต่เส้นใจ เส้นสมองและเส้นชีวิต คือมีแค่ 3 เส้นเท่านั้นเอง คนที่มีเส้นหลักแค่ 3 เส้นนั้น จะเป็นคนที่สุขสบาย อุปสรรคในการดำเนินชีวิตนั้น เกือบจะไม่ค่อยมี คือสบายมาก แต่ไม่ดีตรงที่ว่า ไม่มีเป้าหมายในการดำเนินชีวิต

เป็นคนมีบุญเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ที่มือซ้าย มีเส้นมากขึ้น และเส้นที่โดดเด่นมากที่สุดคือ เส้นอาทิตย์ที่ขึ้นจากเส้นชีวิตแล้ววิ่งยาวจะเข้าไปที่เนินอาทิตย์ แต่ถูกตัดจากเส้นขวางที่วิ่งออกมาจากอังคารใน ตัดจนเส้นอาทิตย์ต้องชะงักหยุดนิ่งอยู่แค่นั้น เพราะไม่สามารถเดินขึ้นไปได้อีก

แต่ภาพที่ถ่ายในวันนี้ จะเห็นว่าได้มี เส้นจร ที่เป็นเส้นเล็กๆ บางๆ ได้วิ่งต่อจากเส้นที่หยุด วิ่งผ่านเข้าไปที่เนินอาทิตย์ เส้นจร คือเส้นที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ๆ เป็นเครื่องหมายที่จะนำมาใช้ พยากรณ์ เหตุการณ์ต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปัจจุบัน คือ นำมาทำนายชี้ขาดว่าจะสำเร็จหรือให้โทษให้ร้าย

เส้นจร มา เงินก็มา เมื่อมี เส้นจร วิ่งต่อจากเส้นอาทิตย์ที่ขาด วิ่งไปจนเข้าเนินอาทิตย์ก็แสดงถึงจะได้เงินได้ทอง ยิ่งเนินอาทิตย์มีรูปโดมตั้งอยู่ ความสำเร็จสมหวังนั้น ก็ยิ่งได้ผลทวีคูณ คือจะได้เงินก้อนใหญ่ มากกว่าที่มีเส้นอาทิตย์เดี่ยวๆ

และให้สังเกตให้ดี จะเห็นว่า ที่มือขวาก็มี เส้นจร ที่วิ่งออกมาจากเส้นชีวิต วิ่งยาวไปถึงเนินอาทิตย์ซึ่งเป็นถิ่นฐานของมันเอง เครื่องหมายนี้ละครับที่บ่งถึงจะมีโชคมีลาภใหญ่ๆมากๆ การถูกหวยรวยเบอร์จึงเกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้
เครื่องหมายที่บอกว่าจะได้เงินทองและเครื่องหมายจรอีกชนิดหนึ่ง ที่บ่งบอกถึงการมีโชคมีลาภ คือ สมผุสแดงและไฝแดง
ตอนที่ไปถ่ายภาพมือนั้น ฝ่ามือของแม่ค้าที่โชคดีรายนี้ มีสีชมพูทั้ง 2 มือ แล้วยังมีสมผุสแดงกระจายไปทั้งฝ่ามือ ตรงนี้ละครับที่บ่งบอกถึงวันเวลาแห่งการมีโชคลาภ คือเมื่อฝ่ามือมี สีชมพู เมื่อไรเมื่อนั้นจะได้เงินทอง
การทำนายเหตุการณ์ต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ต้องใช้เครื่องหมายจร มาตัดสินชี้ขาดฟันธง ดังตัวอย่างภาพมือนี้ ถึงแม้ภาพที่ลงให้เห็นนั้นจะไม่เป็นภาพสี แต่คิดว่าทุกท่านคงเข้าใจว่า ฝ่ามือที่เป็นสีชมพูๆ นั้นเป็นอย่างไร มองดูฝ่ามือของตนเองก็จะเข้าใจ

สุขภาพจะมีปัญหา เรามาดูเครื่องหมายที่ไม่ดีในมือนี้กัน จะเห็นว่า ที่มือซ้าย ต้นเส้นสมองได้ชำรุดจนเป็นเกาะยาวถึง 3 เกาะ!! แสดงถึงที่ศีรษะจะเจ็บป่วยอย่างเรื้อรัง และการไหลเวียนของเลือดลม ที่จะไปเลี้ยงสมองจะมีปัญหาเพราะเส้นเลือดตีบตัน จึงต้องระวังจะหน้ามืดเป็นลม จะกลายเป็นมีเงินแต่ไม่ได้ใช้ รีบทำประกันด่วนครับ ข่าวดี ท่านผู้อ่านที่รอรวมเล่มลายมือจากคอลัมน์นี้ บัดนี้ มือผู้นำโลก, บ่วงกรรม, ลายมือเธอไร้คู่ และลายมือลิขิตชีวิต ได้พิมพ์เสร็จแล้วครับ สั่งซื้อได้ที่ 0-2579-3342, 08-9783-2424 ขอบคุณครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.komchadluek.net

ห้องครัวสไตล์ Contemporary สวยมีระดับไม่ซ้ำใครๆ

แบบห้องครัวสไตล์ Contemporaryที่จะมานำเสนอผ่นสายตาทุกๆท่านในวันนี้ผู้เขียนได้นั่งคัดเอาเฉพาะแบบห้องครัว contemporary ที่คิดว่าเพื่อนๆยังคงจะไม่เคยเห็นกันมาก่อน ภาพแต่ละภาพและแต่ละแบบแต่ละมุมในวันนี้เป็นแบบห้องครัวที่ทั้งสวย เทห์ มีเสน่ห์ น่าหลงไหลอย่างที่สุด ไม่ว่าจะเป็นห้องครัวสีขาวทั้งชุดดูแล้วสะอาดตาและน่าสัมผัสเป็นอย่างมาก แม้แต่ห้องครัวที่รายล้อมไปด้วยกระจกเล็กๆรอบด้านนั้นก็มีสเน่ห์หาที่เปรียบได้อยาก ความรู้สึกแรกที่เห็นภาพห้องครัวแบบนี้มันโดนใจผู้เขียนอย่างแรงจนต้องนำรุปภาพห้องครัวเหล่านี้มาแชร์ความประทับใจร่วมกันกับผู้อ่าน ผู้เขียนหวังว่ารุปภาพห้องครัวในแบบ Contemporary ในวันนี้จะสร้างความประทับใจให้กับคุณนะค่ะ สวสัสดีค่ะ 🙂

ห้องครัวสไตล์ Contemporary

ห้องครัวสไตล์ Contemporary

ห้องครัวสไตล์ Contemporary สวยมาก

ห้องครัวสไตล์ Contemporary สวยมาก

ห้องครัวสไตล์ Contemporary สีขาว

ห้องครัวสไตล์ Contemporary สีขาว

ห้องครัวสไตล์ Contemporary สีหวาน

ห้องครัวสไตล์ Contemporary สีหวาน

ห้องครัวสไตล์ Contemporary สมบูณ์แบบ

ห้องครัวสไตล์ Contemporary สมบูณ์แบบ

ห้องครัวสไตล์ Contemporary เล็กๆ

ห้องครัวสไตล์ Contemporary เล็กๆ

ห้องครัวสไตล์ Contemporary เล็กๆน่ารัก

ห้องครัวสไตล์ Contemporary เล็กๆน่ารัก

ห้องครัวสไตล์ Contemporary งบน้อย

ห้องครัวสไตล์ Contemporary งบน้อย

ห้องครัวสไตล์ Contemporary เท่ห์ๆ

ห้องครัวสไตล์ Contemporary เท่ห์ๆ

ห้องครัวสไตล์ Contemporary กระจกรอบด้าน

ห้องครัวสไตล์ Contemporary กระจกรอบด้าน

ขอขอบคุณรูปภาพจาก houzz

ครัวในฝันของฉันสักวันฉันจะต้องมีให้ได้เลย

ครัวที่นำมาเสนอผ่านเว็บในวันนี้เป็นครัวสไตล์เอเชียแถบบ้านเรานี่แหละเพียงแต่ว่าการจัดองค์ประกอบของครัวนี่สวยงามโดนใจสุดๆ เลยอยากร่วมแชร์ภาพนี้กับเพื่อนที่สนใจอยากมีครัวใหม่ สำหรับสาวๆที่รักการทำอาหารเป็นชีวิตจิตใจคงจะชอบครัวที่ผุ้เขียนนำมาลงให้ดูกันในวันนี้น่ะค่ะ สำหรับตัวผู้เขียนแล้วเป็นคนที่ชอบห้องหัวที่ปรอดโปร่ง มีหน้าต่างกระจกบานโตๆอยู่ตรงอ่างล้างจานหรือที่ทำอาหารก็ได้ เพราะทำให้เรามีความรู้สึกหายใจสะดวก แล้วก็มองเห็นวิวข้างนอกด้วย แม้ว่าภาพห้องครัวที่นำมาลงให้ดูกันวันนี้ออกจะแพงไปนิดถ้าจะต้องทำให้เหมือนเป๊ะ แต่สำหรับผู้เขียนเองคิดว่าเราสามารถนำมาดัดแปลงรูปแบบให้เข้ากับงบประมาณของเราได้ค่ะ ขอให้เพื่อนๆมีความสุขกับการชมภาพห้องครัวในฝันของฉัน ในวันนี้นะค่ะ สวัสดีค่ะ 🙂

ครัวในฝัน

ครัวในฝัน

ครัวสวย

ครัวสวย

ห้องครัวสวย

ห้องครัวสวย

ครัวงบประมาณจำกัด

ครัวงบประมาณจำกัด

ห้องครัวห้าดาว

ห้องครัวห้าดาว

ขอขอบคุณรูปภาพจาก houzz