บุญแบบไหนส่งผลให้เป็นเศรษฐีระดับโลก

คนเราแต่ละคนมีสภาวะความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะสภาวะบุญและกรรมจากอดีตชาติและชาตินี้ส่งผลไม่เหมือนกัน แล้วบุญแบบไหนที่ส่งผลให้คนคนหนึ่งร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี …..

ถาม –เศรษฐีระดับโลกหลายคนเคยยากจนมาก่อน และไม่ใช่ยากจนธรรมดา บางคนเช่นวอร์เรน บัฟเฟต์ถูกบีบให้ออกมาทำงานหาเงินจุนเจือครอบครัวตั้งแต่สิบขวบ แล้วจึงใช้ความสามารถเฉพาะตัวสร้างความร่ำรวยให้ตนเองในภายหลัง อย่างนี้พวกเขามีกรรมแต่หนหลังแบบไหนที่ทำให้ต้องยากจนข้นแค้นในวัยเด็ก แล้วกลับร่ำรวยเมื่อเติบโตขึ้นมาได้? หากความเชื่อแบบพุทธที่ว่าการให้ทานมีผลเป็นความร่ำรวย เหล่ามหาเศรษฐีก็น่าจะเคยให้ทานมามากมิใช่หรือ เมื่อเป็นเช่นนั้นก็สมควรมั่งคั่งมาตั้งแต่เด็กจึงจะถูกสิ

ความหมายแบบเผินๆของคำว่า “รวย” คือได้มาก หรือมีมาก ส่วนความหมายเผินๆของคำว่า “จน” คืออัตคัด ขาดแคลน ฝืดเคือง มีไม่พอกินพอใช้ สำหรับคำตอบต่อไปนี้ ผมจะเล็งเฉพาะสุดโต่งสองขั้ว คือกรรมที่ทำให้จนมากกับรวยมาก เพื่อจะได้ตอบอย่างตรงประเด็นว่าทำไมบางคนจึง “สุดอัตคัดขัดสน” แล้วแปรเป็น “มั่งคั่งอย่างยั่งยืน” ได้ภายในชาติเดียว

กรรมที่ให้ผลเกี่ยวกับความยากดีมีจนนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่หลายคนคิด ไม่ใช่ให้นิดให้หน่อยแล้วรวยแน่ และสำคัญคือไม่ใช่แค่กรรมเก่าที่มีส่วนกำหนด วิธีใช้ชีวิตทั้งหมดมีส่วนให้ผลกับฐานะได้ทั้งสิ้น

อย่าง ไรก็ตาม เวลาพูดถึงกรรมหลักที่เคยทำไว้ในอดีต ก็อาจต้องแยกแยะกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ว่าทำอะไรมากๆแล้วจึงให้ผลเป็นการไปเกิดในภพแห่งความอัตคัด หรือภพแห่งความมั่งคั่ง เมื่อแจกแจงอดีตกรรมแล้ว ก็จะค่อยลงรายละเอียดปัจจุบันกรรมเป็นลำดับต่อไป

บุญ

บุญ

กรรมที่ทำให้เป็นเศรษฐีระดับโลก

กรรมหลักๆที่ทำให้ “ยากจนมาก” ได้แก่

  • ความตระหนี่ถี่เหนียว คือให้ได้ก็ไม่ให้ หรือแม้สมควรให้ก็หวงไว้ ยื้อไว้ เช่นหนี้ของตัวเองแท้ๆ สมควรต้องใช้แต่ก็เสียดาย อยากดองไว้เป็นของตนเอง อย่าว่าแต่จะคิดถึงเรื่องแบ่งปันหรือเจือจาน ทั้งชีวิตกลัวแต่ว่าใครจะมาเอาเปรียบตน หรือกลัวแต่ว่าตนจะไม่ได้เปรียบใคร ผลแห่งการตระหนี่เกินเหตุ คือการเป็นผู้อัตคัดเกินเหตุเช่นกัน แล้งน้ำใจในกาลนี้ จะให้ผลเป็นความแล้งทรัพย์ในชาติถัดไป
  • ละโมบโลภมากขั้นรุนแรง คือโลภจัดขนาดผิดศีลข้อที่ว่าด้วยการลักทรัพย์ได้ หรือฉ้อโกงทรัพย์ได้โดยปราศจากความละอาย ผู้ทำความวิบัติฉิบหายให้แก่ทรัพย์ของคนอื่น ย่อมรับผลเป็นความพินาศแห่งทรัพย์ของตนเช่นกัน แม้การให้ทานในอดีตจะได้ บันดาลทรัพย์ไว้มาก ทรัพย์นั้นย่อมถึงความวิบัติ อาจจะในระดับให้เกิดความเจ็บใจรุนแรง หรืออาจจะในระดับให้ตกยากแบบฉับพลันทันที ขึ้นอยู่กับความหนักเบาแห่งกรรมของอทินนาทานอันเป็นตัวต้นเหตุ

    นอก จากนี้ ยังมีกรรมปลีกย่อยที่ทำให้ยากจนได้อีกมากมายนับไม่ถ้วน ยกตัวอย่างพอให้เห็นภาพชัดๆ เช่น ในภาวะสงครามที่ต้องคิดทำลายล้างศัตรู บางทีใช้วิธีล้อมเมือง ตัดข้าวตัดน้ำคนทั้งเมือง เพื่อบีบให้เจ้าเมืองยอมจำนน หากทำอย่างนี้สักสองสามหนโดยไม่เห็นใจลูกเด็กเล็กแดงเลย ก็มีสิทธิ์ไปเกิดในถิ่นฐานกันดาร หรือทรมานกว่านั้นคือเกิดในถิ่นฐานอุดมสมบูรณ์ ทว่าไม่มีสิทธิ์กิน ไม่มีสิทธิ์ใช้ อัตคัดเหลือจะทานทน

    ส่วนกรรมหลักๆที่ทำให้ “ร่ำรวยมาก” ได้แก่

  • ความมีนิสัยใจคอเผื่อแผ่ คือเอาแต่คิดให้ ผูกใจอยู่กับการให้ เคยชินกับการเป็นผู้ให้ ขนาดไม่มีให้ก็ขวนขวายกระวนกระวายอยากหามาช่วยเหลือคนกำลังตกทุกข์ได้ยาก ตลอดชีวิตมีแต่ใจอยากเจือจาน กลัวแต่ว่าคนอื่นจะมีไม่พอ กระทั่งลืมๆว่าตัวเองจะมีพอไหม ผลแห่งการใจดีเกินธรรมดา คือการเป็นผู้มีทรัพย์มากเกินกว่าชาวโลกทั่วไปเขา
  • การละอายต่อบาปอย่างยิ่งยวด คือขนาดยอมอดตายดีกว่าคิดคดโกง ผู้ไม่คิดเพ่งเล็งเอาทรัพย์ผู้อื่นโดยมิชอบ ย่อมรับผลเป็นความสวัสดีแห่งทรัพย์ แม้ความตระหนี่ในอดีตอาจก่อให้เกิดทรัพย์เพียงน้อย ทว่าทรัพย์นั้นก็จะอยู่ทน ไม่วิบัติไปด้วยภัยธรรมชาติหรือภัยจากมือโจร

    นอก จากนี้ ยังมีกรรมปลีกย่อยที่ทำให้ร่ำรวยได้อีกมากมายนับไม่ถ้วน ยกตัวอย่างพอให้เห็นภาพชัดๆ เช่น ชี้ช่องคนอื่นรู้จักทำมาหากิน ช่วยให้เขาเป็นผู้ฉลาดในธุรกิจ กับทั้งมีใจใหญ่คิดเผื่อแผ่กลยุทธ์ให้กับคนทั้งประเทศ หรือทั้งโลก หากการเผื่อแผ่ของเขาเป็นไปโดยบริสุทธิ์และปรารถนาให้คนทั้งแผ่นดินอยู่ดี กินดี มีชีวิตที่เป็นสุขขึ้น บุญที่ทำนี้ก็มีสิทธิ์นำให้ไปเกิดในถิ่นฐานอุดมสมบูรณ์ หรืออย่างน้อยแม้เกิดในถิ่นฐานแห้งแล้งด้วยบาปบางประการ เขาก็จะมีกินมีใช้เหนือกว่าคนที่อยู่แวดล้อมทั้งหมดตั้งแต่เกิด กับทั้งฉลาดในการหา ฉลาดในการเก็บ และฉลาดในการใช้เป็นอย่างยิ่ง

    เมื่อแยกให้เห็นเป็นเรื่องๆเช่นนี้ คุณคงพอมองออกว่าในชีวิตเดียว คนเราอาจสร้างทั้งเหตุที่ทำให้ยากจน และเหตุที่ทำให้ร่ำรวยได้ ไม่ ใช่ว่าทำทานมากแล้วเป็นประกันว่าเกิดใหม่จะได้สบายตั้งแต่ต้น ต้องดูด้วยว่าทุ่มเททำแค่ไหน ตลอดไปหรือเปล่า และเคยก่อบาปไว้ถ่วงความเจริญเพียงใดด้วย

    เพื่อให้เห็นชัดเจน ขอแยกแยะ “บุญที่ทำให้รวย” เป็นข้อๆดังนี้

    บุญเก่าที่ส่งไปเข้าท้องคนรวย

  • เคยงดเว้นบาปชนิดที่ให้ผลเป็นความอัตคัดขณะเกิด เช่นชาติใกล้ไม่เผาบ้านไล่ที่ใคร ทั้งที่มีสิทธิ์ทำด้วยอำนาจบาตรใหญ่
  • เคยผูกพันกับพ่อแม่ที่กำลังอยู่ในฐานะร่ำรวย เช่นชาติใกล้ให้การอุปถัมภ์และมีความเอ็นดูกันมา แต่ก็อาจเคยเป็นศัตรูกันมาก็ได้ โดยเฉพาะถ้าเคยสาปแช่งอาฆาตว่าจะจองเวรกันอย่างเหนียวแน่น พอมาเกิดเป็นลูก ก็เป็นลูกทรพี เหี้ยมเกรียมขนาดจ้างฆ่าพ่อแม่เพื่อแย่งสมบัติได้
  • มีบุญพอจะเสวยสุขล้นหลามตั้งแต่แรกเกิด เช่นเป็นผู้ให้ก่อนโดยผู้รับไม่จำเป็นต้องเคยมีบุญคุณกับตน เป็นผู้คิดอุปถัมภ์สมณะซึ่งไม่อยู่ในฐานะเลี้ยงดูตนเองได้ ผลที่ได้ตอบแทนจากธรรมชาติ จึงเป็นการมีผู้เลี้ยงดูอย่างดี เมื่ออยู่ในฐานะที่ไม่อาจเลี้ยงดูตนเองได้เช่นกัน

    บุญเก่าที่ทำให้ได้รับมรดกมาก

  • เคยเป็นผู้ยกผลประโยชน์ใหญ่ของตนให้คนอื่นด้วยน้ำใจการุณย์ ไม่ใช่เพราะถูกบีบบังคับ
  • เคยเป็นผู้เคยมอบสมบัติให้แก่ผู้สมควรได้รับ หรือมอบวัตถุอย่างใหญ่ มอบที่ดินให้เป็นประโยชน์แด่สงฆ์ ขอให้คำนึงว่าสงฆ์เป็นนาบุญอันยิ่ง เมื่อมอบให้สงฆ์จึงสมควรแก่การรับมรดกใหญ่ในอนาคตเช่นกัน

    บุญเก่าที่ทำให้ได้ลาภก้อนใหญ่

  • เคยเป็นผู้ให้ลาภลอยแก่คนอื่น โดยที่เขาไม่คาดฝัน หรือโดยที่ตนเองก็ไม่ได้คาดหมายไว้ก่อน เมื่อพบเห็นใครน่าช่วยเหลือก็ช่วยเลยทันที เมื่อทำให้คนอื่นได้รับลาภ ก็ย่อมสมควรแก่การเป็นผู้รับลาภในอนาคต ลาภที่ให้ผู้อื่นไม่จำเป็นต้องมากมาย แต่อย่างน้อยต้องทำให้เขายินดีปรีดา หรือทำให้เขารอดจากภาวะยากลำบากแบบฉับพลันทันที (ลาภที่ได้รับอาจมาจากหลายทางโดยไม่คาดฝัน อย่าแค่ไปคิดถึงการถูกล็อตเตอรี่อย่างเดียวนะครับ ประเภทอยู่ดีๆมีเงินโอนเข้าบัญชีหลายแสนแบบสืบหาต้นตอไม่ได้ แจ้งธนาคารตรวจสอบแล้วก็ไม่รู้ความเป็นมา อันนี้เคยเกิดกรณีพิลึกพรรค์นี้มาแล้วจริงๆ)
  • เคยเป็นผู้ตั้งใจให้คนอื่นดีใจกับการได้รับของขวัญ ของกำนัลโดยไม่คาดฝัน มีมากครับพวกชอบเซอร์ไพรส์ชาวบ้านโดยไม่เปิดโอกาสให้รู้เนื้อรู้ตัว หวังจะเห็นเขาตื่นเต้นยินดีสุดขีด ความหวังชนิดนั้น ถ้าทำสำเร็จก็ให้ผลเป็นลาภลอยก้อนใหญ่ได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ารู้ว่าใครอยากได้อะไรมานาน รู้ว่าชีวิตเขาจะเปลี่ยนไปในทางดีขึ้นหากได้สิ่งนั้น นั่นแหละตรงเป้าอย่างจังทีเดียว

    บุญเก่าที่ทำให้ค้าขายได้กำไรเสมอ

  • เคยให้ความหวังแก่สมณะว่าจะถวายสิ่งโน้นสิ่งนี้ ตกปากรับคำแล้วภายหลังนำมาถวายตามสัญญาเสมอ แต่ให้ยิ่งขึ้นกว่านั้นคือท่านต้องการเพียงหนึ่ง แต่นำของที่ท่านประสงค์มาถวายเป็นสิบ อย่างนี้ถ้าเก็งไว้ว่าจะทำยอดให้ถึงเป้าสักล้าน ก็อาจพุ่งพรวดทะลุเป้าไปเป็นหลายสิบล้าน เป็นต้น พูดง่ายๆคือโชคช่วยตลอด แม้ฝีมือไม่ได้ดี เล่ห์เหลี่ยมธุรกิจไม่ได้มากกว่าพ่อค้าใกล้ละแวกก็ตาม ข้อนี้พระพุทธเจ้าเคยตรัสแนะนำไว้เป็นกรณีพิเศษ จะทดลองก็ไม่เสียหาย สำหรับหลายคนที่ไม่มีบาปเก่ามาเป็นอุปสรรค ก็น่าจะได้เห็นผลทันตาในชาตินี้ได้
  • เคยเป็นผู้คืนกำไรให้กับสังคม คือเมื่อสังคมช่วยให้ตนรวยแล้ว ก็แบ่งความรวยนั้นให้สังคมได้ประโยชน์สุขบ้าง พวกบริษัทใหญ่ๆที่คิดโครงการเพื่อสาธารณประโยชน์นั้นมาถูกทางแล้ว หากใจไม่เล็งอยู่แต่ว่าจะได้มีส่วนลดหย่อนภาษี ก็จะได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย เห็นผลอย่างรวดเร็วแทบไม่ต้องรอเกิดชาติหน้า เพราะการทำคุณกับมหาชน จะให้ผลขยายใหญ่ เห็นง่าย เห็นเร็วกว่าการทำคุณแบบเจาะจงกับกลุ่มคนเล็กๆ

    บุญเก่าที่ทำให้ได้ผลตอบแทนคุ้มกับความรู้ความสามารถหรือฝีไม้ลายมือ

  • เคยให้ผลประโยชน์กับคนอื่นอย่างตรงไปตรงมา สมน้ำสมเนื้อแล้วกับความรู้ความสามารถของพวกเขา อันนี้ต้องขอแสดงความเสียใจกับชาวไทยจำนวนหนึ่ง ที่นิยมซื้อซอฟต์แวร์เถื่อนเป็นประจำ ไม่เห็นแก่ค่าสมอง ค่าแรงงานของคนทำบ้างเลย กรรมนี้ต่อไปก็ยากจะเป็นผู้ได้รับผลตอบแทนคุ้มค่า แต่ถ้ามีเงินซื้อของจริงแล้วยอมจ่าย โดยคิดว่าเงินจะได้ไปเข้ากระเป๋าคนผลิตตัวจริง ถ้าทำเป็นประจำก็ส่งผลให้อนาคตเป็นผู้รับค่าตอบแทนคุ้มกับงาน ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบหรือถูกกดค่าผลงาน
  • เคยเป็นผู้ทำงานโดยเล็งประโยชน์สุขแก่คนอื่น คือตั้งต้นไม่ได้คิดเรื่องกำไรหรือรายได้เป็นหลัก เช่นอยากทำยาสีฟัน ก็เฝ้าครุ่นคิด หรือให้ทุนนักวิจัยว่าทำอย่างไรจะได้ยาสีฟันดีๆ มีคุณภาพสูง รักษาเหงือกและฟันได้จริง กับทั้งมีราคาไม่แพงเกินกำลังผู้บริโภคส่วนใหญ่ เรียกว่ามอบสินค้าที่เกินคุ้มให้กับสังคม ประโยชน์สุขของผู้บริโภคจะย้อนกลับมาเป็นกำลังหนุนให้ได้รับผลตอบแทนเกิน กว่าที่คาดฝันเช่นกัน

    จากที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด แม้ยังไม่ตอบคำถามของคุณตรงๆ อย่างน้อยก็น่าจะทำให้เริ่มเห็นได้ว่าการเป็นคนรวยล้นฟ้านั้น แน่นอนว่าจะต้องมีทานในอดีตเป็นบุญเก่าหนุนส่งอยู่ แต่ยังต้องอาศัยปัจจัยอีกหลายต่อหลายข้อประกอบร่วมเข้าไปด้วย

    คราวนี้วกเข้าเรื่อง ทำไมเคยอัตคัดขัดสนขนาดถูกบีบให้ออกจากโรงเรียนมาทำงาน แล้วภายหลังจึงกลายเป็นเศรษฐีระดับซื้อโลกสักครึ่งใบได้?

    มามองในมุมใหม่ดีไหม มันอาจจะเป็นเหตุเป็นผลกันก็ได้นะครับ การที่เขาถูกบีบให้ต้องทำงานตั้งแต่เด็กนั่นแหละ คือเงื่อนไขสำคัญในการสร้างเศรษฐีระดับโลกขึ้นมาคนหนึ่ง!

    คนจะเป็นอภิมหาคนรวยได้ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง? เอาแบบเห็นชัดๆที่สุดเลยก็แล้วกัน คืออย่างน้อยที่สุด คนๆนั้นจะต้องมีความเป็นเจ้านาย ไม่ใช่ลูกจ้าง

    เจ้า นายสร้างขึ้นมาจากอะไร? แน่นอนว่าไม่ใช่เด็กอัจฉริยะที่เกิดมาพร้อมกับความสามารถชี้นิ้วสั่งงาน แม้ไมเคิล เคียร์นีย์ (Michael Kearney) ที่เข้ามหาวิทยาลัยได้ตั้งแต่ ๖ ขวบก็คงไม่อาจชี้นิ้วสั่งงานหรือออกปากสั่งคนให้ทำตามที่ตนต้องการได้ ความเป็นเจ้านายต้องสร้างขึ้นด้วยบารมี

    บารมีเจ้านายมาจากไหน เอาสั้นๆแค่ ๓ ข้อ แบบที่ดิ้นไปเป็นอื่นไม่ได้

  • เคยเป็นลูกจ้างที่ “เต็มใจ” ทำงานหนักกว่าลูกจ้างอื่น
  • เคยเป็นลูกจ้างที่ “มีหัวคิด” ก้าวหน้ามากกว่าลูกจ้างอื่น
  • เคยเป็นลูกจ้างที่ “ไม่อยาก” เป็นลูกจ้างตลอดไปเหมือนลูกจ้างอื่น

    กล่าวโดยย่นย่อที่สุด เจ้านายสร้างขึ้นมาจากลูกจ้างที่ยินดีดิ้นรนปรับฐานะตัวเองให้เป็นนาย!
    ถ้าคุณเป็นลูกจ้างตั้งแต่อายุสิบกว่าขวบ แปลว่าคุณมีเวลาสร้างศักยภาพแห่งความเป็นนายมากกว่าคนอื่นราวๆสิบปี… ถูกไหม?

    คน ยากจนมีแรงบีบคั้นให้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในวาสนาเหมือนๆกัน แต่คนยากจนที่มีอนาคตเรืองรองสุดขีดนั้น เขามีบุญเก่าหนุนใจให้ไม่ยอมแพ้กับวาสนาในช่วงต้นชีวิต ตรงข้ามจะยินดีอุทิศเวลาทั้งหมดให้กับการหาช่องทางสร้างความก้าวหน้าให้ตน เอง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาพบ เขาทำให้มันเป็นวัตถุดิบสร้างวันใหม่ได้ทั้งสิ้น และวิบากด้านดีแต่หนหลังของเขา ก็จะอำนวยโอกาสให้ไต่เต้าขึ้นมาได้ภายในเวลาไม่นานเกินอายุขัยของเขา

    มีนักพูดระดับโลกคนหนึ่งชื่อ จิม รอห์น (Jim Rohn) ให้วาทะเด็ดไว้ว่า “กำไรดีกว่าค่าจ้าง เพราะค่าจ้างทำให้เลี้ยงตัวได้แค่รอด ในขณะที่กำไรจะทำให้เป็นเศรษฐี

    ข้อเท็จจริงนี้เกี่ยวข้องกับกรรมวิบากโดยตรง นั่นคือ ต่อให้คุณมีบุญเก่าหนุนหลังเท่าภูเขา คุณก็ไม่มีวันเป็นเศรษฐีระดับโลกขึ้นมาได้จากการเป็นลูกจ้าง

    อีกประการหนึ่ง ต่อ ให้คุณมีบุญเก่า และต่อให้คุณยอมเหนื่อยเพื่อเป็นนาย คุณก็จะเป็นเศรษฐีระดับโลกไม่ได้ หากขาดความฉลาดในการทำธุรกิจให้มีกำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

    กรรมเก่า ให้มือให้เท้าและความน่าจะเป็นมาแค่นี้ ที่เหลือเป็นเรื่องของคุณ ว่าจะใช้มือใช้เท้าปั้นดินให้เป็นดาวขึ้นมาได้ไหม เศรษฐีระดับโลกก็เช่นกัน เขาไม่ได้มีแต่บุญเก่า เขาใช้ทั้งชีวิตสร้างงานที่ตัวเองรัก เพื่อให้งานสร้างเงินกับเขาในภายหลัง

    ช่วงต้นบุญเก่าจะมีส่วนสำคัญอยู่บ้าง ก็ตรงที่ให้ “สัญชาตญาณพ่อค้า” ติดตัวเขามาอย่างดิบดี คือเป็นผู้รู้จักสินค้า เป็นผู้รู้จักลูกค้า และเป็นผู้กะเก็งสถานการณ์ถูก บางครั้งบุญเก่าก็มีส่วนก่อให้เกิดสังหรณ์ล่วงหน้า พูดง่ายๆคือ “เดาเก่ง” และเป็นการเดาที่ฉีกกฎฉีกตำรากับสามัญสำนึกของคนทั่วไป เช่น นักลงทุนบางคนแค่เห็นทำเลสถานที่ ก็ผุดไอเดียสร้างที่พักริมทางซึ่งให้บริการครบวงจรขึ้นมา วาดบรรยากาศถูก เดาใจคนเดินทางผ่านไปผ่านมาถูก ว่าเห็นแล้วจะรู้สึกอยากแวะ ทั้งที่มองเผินๆไม่น่าจะเป็นแหล่งแวะ เป็นต้น

    การตัดสินใจของเศรษฐีใหญ่ในหลายครั้งนั้น ถ้าคุณไปถามเหตุผลของพวกเขา พวกเขาอาจอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ด้วยซ้ำ เขาบอกได้เพียง “ฉันรู้แต่ว่าต้องเลือกอย่างนี้ถึงจะรวย!” คำตอบแบบนี้ถ้าแม่นยำนะครับ ก็สะท้อนให้เห็นว่าทำงานหนักอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีโอกาส แล้วก็ต้องมีสังหรณ์ดีด้วย สังหรณ์นั้นซื้อไม่ได้ด้วยเงิน ซื้อไม่ได้ด้วยประสบการณ์ แต่จะซื้อได้ก็ด้วยบุญเก่าและบุญใหม่ผสมๆกัน

    สรุป คำตอบในย่อหน้าเดียว คือที่วอร์เรน บัฟเฟต์ถูกวิบากบีบจนหน้าเขียวในวัยเด็กนั้นถูกต้องคล้องจองกันดีแล้วสำหรับ เส้นทางความเป็นอภิมหาเศรษฐีของเขา หากเขารวยและปราศจากแรงบีบคั้น ก็ไม่มีสิ่งใดประกันว่าเขาจะโตขึ้นด้วยอาการดิ้นรนเพื่อหาทรัพย์มาเพิ่มแก่ ตระกูลขนาดนี้

    อีกประการหนึ่ง อย่างที่ส่วนใหญ่คงทราบกันแล้ว ในบั้นปลายชีวิตของ วอร์เรน บัฟเฟต์ ได้กลายเป็นผู้บริจาคทรัพย์สินให้แก่ชาวโลกเป็นจำนวน ๓๗ พันล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบสองล้านล้านบาทไทย) ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เขาตั้งใจไว้นานแล้ว อันนี้ก็น่าจะสะท้อนได้ดีและไม่น่าแปลกใจ หากอนาคตชาติของเขาจะมั่งคั่งระดับโลกอีก ใจใหญ่ระดับช่วยโลกขนาดนี้ ก็สมควรได้รับการตอบแทนจากโลกสมน้ำสมเนื้อกัน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *